Madrid – A Guide | เที่ยวมาดริด สเปน

(⬇︎ENGLISH⬇︎มาดริดไม่ได้เป็นเมืองที่สวยงามที่สุดในยุโรป แต่ก็เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกส เลยไปถึงโมร็อกโกที่อยู่ไม่ไกลกัน ดังนั้นเราสองคนจึงทำการเที่ยวสามประเทศในทริปนี้ คือเริ่มต้นที่สเปน เลยไปโปรตุเกส ข้ามฟากไปโมร็อกโก เพราะจะได้รู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันไปเลยในทริปเดียว

ก่อนย้ายเมืองหลวงมาที่มาดริด เมืองหลวงของสเปนอยู่ที่โทเลโด (Toledo) ประมาณ 90 กม. ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อก่อตั้ง มาดริดมีเนื้อที่เพียง 9 เฮกเตอร์เท่านั้น และได้ชื่อมาจากธารน้ำเล็กๆ อันเป็นกิ่งของแม่น้ำ Manzanares ที่ไหลผ่านพื้นที่ สเปนเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบกษัตริย์มาตลอด แต่ก็มีสงครามทางศาสนาระหว่างคริสต์โรมันคาทอลิกและมุสลิม ที่ก่อให้เกิดร่องรอยทางสถาปัตยกรรม มัสยิดหลายแห่งก็ถูกปรับสร้างให้เป็นโบสถ์ แต่ปัจจุบันแขกมัวร์ ชาวยิว และชาวคริสต์ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้



Madrid, Spain was our first stop in our grand ‘Iberian Peninsula’ tour that also included Portugal and Morocco. The reason that we did this grand tour was because I heard that these three were so historically linked and the wars, or the fights between them since the 1500s made the most interesting stories. 

To our experience, Madrid is not the most beautiful capital cities in Europe, but sure with one of the most intriguing histories. Before moving its capital here, Spain ran its sovereignty from Toledo, another lovely ancient city 90 km. southwest of Madrid whose area was once composed of only 9 hectares of mainly swamps and the Manzanares stream – the origin of the capital’s name.  Spain is a monarchy country and its long history of battles between the Catholic and Muslim resulted in a good mixture of architectures of both worlds. Traveling in Madrid today and you will see many churches which were once mosques adapted to fit Christianity. But today, as everyone knows it, Spain is a free country with people from all races can peacefully co-inhabit. 

GOLDEN AGE OF MADRID

ยุคทองของมาดริดคือศตวรรษที่ 18 เมื่อพระเจ้าชารล์สที่ 3 สั่งให้มีการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ สร้างถนนหนทาง จตุรัส ระบบไฟสว่างสาธารณะ ระบบกำจัดของเสีย ทางเดิน และยังสร้างอนุสรณ์อีกมากมายที่ยังคงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน เช่น พระราชวังหลวง (Royal Palace) ประตูเมือง Puerta de Alcala น้ำพุ Cibeles และน้ำพุ Neptuno ที่ทำการไปรษณีย์ ถนน Paseo del Prado และสวนพฤกษชาติ เมื่อก่อนนั้น มาดริดเป็นศูนย์กลางทางการเงินของสเปน และเจริญรุ่งเรืองเทียบเท่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป แต่ก็ต้องเดินถอยหลังเมื่อคนในประเทศทะเลาะกันเอง เกิดสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ. 1936 ที่รบกันเรื่องระบอบการปกครอง ผู้ชนะคือนายพลแฟรงโก้ที่ชูระบอบเผด็จการ ซึ่งในปี 1947 เขาก็ยกเลิกระบอบกษัตริย์ และนำพาสเปนสู่ความถดถอยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Madrid’s golden age was in the 18th century, when Charles III called for a major city development. New roads, squares, public lightings, sewage systems, walkways, as well as beautiful fountains and statues that were built during those days are still today’s attractions. For example, the famous Royal Palace, Puerta de Alcala city gate, the Cibeles and Neptun fountains, the post office on Paseo del Prado and many botanical gardens. Madrid then became Spain’s financial center with civilization comparable to other European capitals. But alas, when its people divided into two, causing the major 1936 civil war in which people fought over different political beliefs, the country quickly fell backward. And when Franco rose in 1947 to rule the country with his Nationalist Authoritarian and aborted the reigning monarchy, Spain went directly from Europe’s leading capital to a backwater only to spring back to live after Franco’s death in 1975 at the age of 83, after ruling Spain for over 44 years.

FRANCO AND MONARCHY

แฟรงโก้ (Francisco Franco) ปกครองสเปนถึง 44 ปี เมื่อเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1975 ก็มีการสถาปนากษัตริย์ราชวงศ์บูร์บงขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสที่ 1 (Juan Carlos I) องค์ปัจจุบันเป็นประมุของค์แรก และเพราะความทรงจำอันน่าสยดสยองของสงครามกลางเมืองครั้งนั้น กษัตริย์องค์นี้จึงตัดสินใจไม่อยู่ที่พระราชวังเดิม (Palacio Real) ในกรุงมาดริดที่เป็นพระราชวังเก่าของตระกูล แต่เลือกอยู่นอกเมืองที่วัง ซาร์ซูล่า (Zarzuela Palace) แทน

After Franco’s death, Spanish throne was restored with King Juan Carlos I (the current King) as the first King. Carlos I, however, refuses to stay at the Royal Palace which is his family’s palace after the dreadful memory of his grandfather, King Alfonso XIII, who was dethroned when Franco rose to power.

ROYAL PALACE

พระราชวังหลวง (Palacio Real) กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในมาดริดในปัจจุบัน และเป็นตึกที่ใหญ่ที่สุดในสเปนและเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก และยังเป็นสถานที่จัดงานพิธีใหญ่สำคัญๆ ระดับชาติ มาชมที่นี่ห้ามถ่ายภาพ ดังนั้นก็คือให้เดินดู จำ และฟัง ได้อย่างเดียว  พระราชวังนี้สร้างในพื้นที่มัสยิดเก่าสมัยปี 1734 และใช้เวลากว่า 25 ปีถึงจะสร้างเสร็จ มีห้องทั้งหมด 2,800 ห้อง และเปิดให้คนเข้าชม 50 ห้อง ของที่เขานำมาโชว์ก็คือของเก่าทรัพย์สมบัติต่างๆ ของราชวงศ์เช่น ภาพวาดของศิลปินเอก เครื่องแก้ว พรม เครื่องกระเบื้อง นาฬิกา เครื่องเฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งห้องแบบต่างๆ โดยใช้วัสดุจากต่างประเทศแปลกๆ เช่น โต๊ะที่ทำจากแผ่นหินเล็กๆ มาเรียงต่อกันเป็นภาพต่างๆ ที่ดูเหมือนภาพวาด คิวเข้าชมที่นี่ยาวมากเหมือนสถานที่สำคัญอื่นๆ ของเมือง แนะนำว่าหากไม่อยากตื่นเช้าเลยมารอคิวแรกๆ ก็ให้มาช่วงบ่ายตอนคนสเปนนอนกลางวันค่ะ

The Royal Palace (Palacio Real) is one of Madrid’s major attractions. It is the biggest building in Spain and the largest royal palace in Western Europe. Now it is where the government and the royal family hold their state functions. No pictures can be taken inside this palace and all we could do while walking from one elaborate room to another is to take a mental note of how things could have been in the old days, with ancient treasures on display to decorate the stories told by the official guide. This is the venue of an old mosque back in 1734 and it took a quarter of a century to finish this grand wonderland. Queue to the Royal Palace could be daunting, especially during the peak hours in the morning and late afternoon. My advice is to go there while the Spanish take their long-hour siesta during 1.30 – 4.30 p.m. instead. 

THE PRADO

มาถึงมาดริด จะไม่แวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์พราโดเลยคงไม่ดีแน่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชมศิลปะขั้นไหน การได้ชมพราโดนิดๆ หน่อยๆ โดยเลือกชมเฉพาะภาพของศิลปินขึ้นชื่อ ก็น่าจะทำให้การมาเที่ยวมาดริดนี้สมบูรณ์ขึ้น พิพิธภัณฑ์พราโดของมาดริดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่สะสมผลงานภาพวาดของศิลปินเอกชาวสเปนตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-18 ไว้ได้อย่างครบถ้วน เช่น El Greco, Velázquez, Goya, Bosch, Tiziano, Van Dyck และ Rembrandt สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีเวลาละเลียดชมทุกอย่างเช่นเรา วิธีคือหยิบแผนผังพิพิธภัณฑ์ตรงตู้ซื้อตั๋วมาดู เพราะมีแนะนำว่ามีภาพอะไรควรดูบ้างมาด้วย จะได้เลือกดูเฉพาะของเด็ดๆ ไม่เสียเวลา เช่น ภาพ Las Meninas ของ Velázquez’s ซึ่งภาพนี้เป็นภาพดังที่สุดของศิลปินคนนี้ และเป็นภาพเด็ดของพิพิธภัณฑ์พราโดเทียบได้กับที่ภาพโมนาลิซ่าเป็นภาพเด็ดของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ในปารีส ศิลปินที่พราโดมีผลงานมากที่สุดก็คือบรรดาศิลปินสเปน ดังนั้นให้ดูแผนผังแล้วมุ่งตรงไปยังห้องแสดงที่แจ้งไว้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเดินดูตั้งแต่ห้องที่หนึ่ง

ภาพอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาดได้แก่ภาพวาดแบบเวนิซของ Titian ที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งได้มาถึง 35 ภาพ แสดงโชว์ในห้องจัดแสดงใหม่ ภาพ “Death of the Virgin” โดย Andrea Mantegna ประมาณปี ค.ศ. 1462 ในห้อง 56B ที่อยู่ชั้นล่าง ล้อมรอบด้วยภาพของ  Raphael, Fra Angelico และ Botticelli เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการชมภาพวาดแบบเรเนสซองต์อิตาเลียนของพิพิธภัณฑ์นี้ ภาพวาดของศิลปินชาว Flemish (ยุโรปเหนือ) เป็นที่ชื่นชอบของกษัตริย์สเปนในอดีตมาก ภาพเด็ดได้แก่ “Descent From the Cross” ของ Rogier van der Weyden ในห้อง  58 อันมีจุดเด่นที่ความละเอียดของภาพเช่นความใสของน้ำตาที่กำลังไหลรินลงแก้ม และสีหน้าที่แสดงความเศร้าสุดๆ พราโดมีเว็ปไซต์ด้วยหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากชมงานศิลปะต่างๆ ออนไลน์เค้าก็มีค่ะ

The Prado Museum should definitely be on your to-do list when in Madrid, no matter how little time you might have exploring this city and how little you might be interested in the arts. The Prado is one of the world’s most important museums thanks to its vast and comprehensive collections of Spanish and European artists from 11-18th centuries, including grand works of El Greco,  Velázquez, Goya, Bosch, Tiziano, Van Dyck and Rembrandt. One advise for those lacking the time – just follow the museum’s pamphlet which depicts the must-go routes you can take to observe the good selections of everything, including: Velázquez’s Las Meninas – which is the artist’s most important piece and Prado’s highlight comparable to Louvre’s Mona Lisa. Prado also houses many of Velázquez’s other collections. 

Other highlights include Titian’s Venetian paintings which are now displayed in a new room as well as Andrea Mantegna’s 1462 Death of the Virgin in room 56B on the basement. Other works include those of Raphael, Fra Angelico and Botticelli, as well as Flemish artists’ collection such as “Descent From the Cross” by Rogier van der Weyden which is displayed in room 58.

Parque del Buen Retiro

ออกมาจากพราโด หากยังไม่เมื่อย แนะนำให้แวะไปที่ Parque del Buen Retiro สวนสาธารณะขนาดยักษ์ 350 เอเคอร์ ที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ ที่นี่มีต้นไม้มากกว่า 5,000 สายพันธุ์ และหลายต้นมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี เหมาะสำหรับวันอากาศดีๆ เดินเล่น ค่าเข้าเพียง 2 ยูโร

And if you can still walk further after the Prado, what about a nice stroll at the nearby Parque del Buen Retiro whose 350-hectare area contains over 5,000 species of trees, many are hundreds of years old. Entrance free is 3 Euros.

Centro de Arte Reina Sofia

และหากชอบงานศิลปะสมัยใหม่ แนะนำอย่างแรงให้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โซเฟีย (Centro de Arte Reina Sofia) ที่เต็มไปด้วยงานล้ำๆ แปลกตา น่าดู เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์เททโมเดิร์นของลอนดอน ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาได้หลังจากดูภาพโบราณและตึกโบราณมากนานหลายวัน แสดงภาพวาดผลงานศิลปินดังของสเปนหลายคนเช่น Picasso, Miro, Solana, และ Dali ตัวพิพิธภัณฑ์สร้างในโรงพยาบาลเก่าสมัยศตวรรษที่ 18

And if you are a modern art buff, why not dropping by at the nearby Centro de Arte Reina Sofia and enjoy a chance of scenery from the historical European ambience to the new cutting edge exhibitions of Picasso, Miro, Solana, and Dali in the old converted 18th century hospital.

Paseo del Prado

ออกมาจากพิพิธภัณ์แล้ว สามารถเดินทอดหุ่ยที่ถนน Paseo del Prado ที่พาดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์พราโดได้ เพราะเป็นถนนสายหลักที่สวยและเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์สำคัญๆ ของเมืองทั้งหมดที่กล่าวไปแล้วคือ ประตูเมือง Puerta de Alcala น้ำพุ Cibeles และน้ำพุ Neptuno ที่ทำการไปรษณีย์ เป็นต้น

Before leaving Madrid, take the city’s ambience all in by strolling on the Paseo del Prado avenue in front of the Prado where you will see all Madrid’s attractions including the aforementioned Cibeles and Neptuno fountains, as well as the old post office.

EASTER IN MADRID

มาดริดเป็นเมืองหลวงของสเปน ประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์คาทอลิคที่ค่อนข้างเคร่งครัด ดังนั้นจึงจะเห็นว่ามีร้านขายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอยู่มาก และหากได้มาตอนที่เมืองนี้ฉลองเทศกาลอีสเตอร์ ก็จะเห็นเมืองทั้งเมืองถูกแปลงเป็นสถานที่แห่งการแห่ขบวน เพื่อระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า แต่บรรยากาศจะเขร่งขรึมมาก หากใครชินกับเทศกาลอีสเตอร์ของอเมริกาหรืออังกฤษที่มักฉลองกันแบบสนุกๆ มีกระต่ายช็อกโกแลตให้เด็กๆ หา ก็จะเห็นความแตกต่างทันที เพราะแต่ละขบวนแห่จะแสดงออกถึงการอุทิศตนให้แก่พระผู้เป็นเจ้ามากกว่ามาเล่นสนุก เป็นการแห่แบบเดินช้าๆ ดนตรีเศร้าๆ มากกว่า

Plaza de la Paja

ออกจากตลาดได้ ท้องก็ตึงมาก เดินย่อยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถนน Calle Mayor และ Calle del Arenal เต็มไปด้วยร้านค้าชมกันเพลินจนเรื่อยเปื่อยมาจนถึง Plaza de la Paja แวะชมสวน Jardín del Príncipe de Anglona เล็กๆ น่ารักมีกำแพงล้อมรอบที่มีจุดเด่นคือต้นทับทิมและต้นอัลมอนด์ ตรงนี้นักท่องเที่ยวถือแผนที่จำนวนน้อยลงหน่อย และใกล้ๆ กันนั้น ก็คือโบสถ์ San Francisco el Grande Basilica ที่มีมีโดมขนาดใหญ่กว่าโบสถ์เซ็นต์ปอลในกรุงลอนดอนเสียอีก เข้าไปแล้วก็ไม่ลืมที่จะดูภาพวาดที่ชื่อว่า  San Bernardino de Siena ที่โกย่าวาดไว้เป็นผลงานแรกๆ ในชีวิตของเขาสำหรับกรุงมาดริด และภาพวาดชิ้นอื่นๆ ของศิลปินเอก เช่น Zurbarán และ Velázquez ด้วยค่ะ

GETTING AROUND in madrid

หากพักอยู่ในเมืองเก่าแล้ว วิธีเที่ยวที่ดีที่สุดก็คือการเดิน แต่หากพักอยู่ห่างออกไป รถไฟใต้ดินที่มีเครือข่ายกว้างขวางของมาดริดเป็นทางเลือกที่ดีและถูก ราคาตั๋วเที่ยวละ 1 ยูโร สามารถซื้อยกแพค 10 ใบได้หากคิดแล้วว่าจะใช้จนหมด

Madrid Card เป็นบัตรท่องเที่ยวราคาเริ่มที่ 48 ยูโรต่อวัน รวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์หลักๆ ต่างๆ การนั่งรถบัสเที่ยวชมเมืองและอื่นๆ รายละเอียดเพิ่มเติมมีที่ www.madridcard.com ซึ่งแนะนำว่าเหมาะกับคนที่ต้องการเที่ยวพิพิธภัณฑ์หลายแห่งเท่านั้น เพราะเมื่อคำนวณดูดีๆ จะเห็นว่าเราไม่สามารถเที่ยวได้ครบจนคุ้มค่า หรือหากจะคุ้มค่าก็ต้องเหนื่อยมากๆ ทางที่ดีค่อยๆ เที่ยวดีกว่าค่ะ

It would be best if you can get a stay in Madrid’s downtown so you can walk around. But if that is not the case, you can exploit Madrid’s vast and comprehensive underground lines at 1 euro a trip (or if that would be your routine commute, buy a pack of 10 tickets would save you time).

Madrid Card is a tourist card sold at 48 euros per day and that includes fees to major museums, bus tours and some other packages. Information on this card is available at www.madridcard.com. But for those who want to take things easily, I personally think paying on the go is the best option.

more on spain, portugal, morocco
Mercado de San Miguel | ตลาดซานมิเกล 
Toledo, spain, โทเลโด เมืองมัวร์ สเปน

🍀 BY OHHAPPYBEAR. all rights reserved. 🍀




Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *