India – A Guide to Delhi, Jaipur, Agra | เที่ยวอินเดีย เดลลี ชัยปุระ อัครา

(⬇︎ENGLISH⬇︎) ต้นทางที่เดลลี  – สำหรับนักเดินทางที่กำลังมุ่งหน้าสู่อินเดียตอนเหนือ ทุกอย่างดูเหมือนจะต้องเริ่มต้นที่กรุงนิวเดลลี เมืองหลวงเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจและน่าพิศวงไม่แพ้เมืองเก่าแห่งอื่นของประเทศนี้ อินเดียเป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ติดหนึ่งในสิบ แต่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก (รองจากจีน) และเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่หลายพันปี เป็นรากเหง้าและต้นกำเนิดของหลายศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ที่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวเหมือนหลุดเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่งได้ง่ายๆ

DELHI, INDIA – Among the countries on top of my wish-list, India invokes the eclectic spirits of mystery, roughness, rawness and real adventure. And my recent trip to Northern India proved exactly so. Above and below are the views from my window seat in New Delhi which was our first stop.



From our bus.

หากเริ่มต้นจะท่องเที่ยวอินเดีย หนึ่งในเส้นทางที่จะสามารถชมศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ได้ดีมากเส้นทางหนึ่งก็คือเส้นทางสามเหลี่ยมอารยธรรมที่เริ่มต้นจาก กรุงเดลลี เรื่อยลงมาทางใต้สู่เมืองจัยปูร์ (ชัยปุระ หรือ Jaipur) เมืองหลวงของรัฐราชสถาน (Rajasthan) และมุ่งหน้ามาทางทิศตะวันออกสู่เมืองอัครา (Agra) เพื่อชมทัชมาฮาล (Taj Mahal) อันเลื่องชื่อ และเรียนรู้เรื่องราวของอินเดียสมัยราชวงศ์โมกุลแห่งศาสนาอิสลามและราชวงศ์ราชบุตรแห่งศาสนาฮินดูอย่างจุใจก่อนกลับ

Bangkok – Delhi trip takes merely 4 hours, leaving Bangkok in the evening and arriving there at around 9 pm, with a plenty of time to commute directly to the hotel and avoid Delhi’s notorious evening rush-hour traffic. Our hotel was the Taj Mahal Hotel on Mansingh Road in a very exclusive, tree-lined residential area that houses many embassies, including the vast and spacious Thai one.

สนามบินนานาชาติอินธิรา คานธี เป็นสนามบินเพิ่งต่อเติมเทอร์มินัล 3 ขนาดใหญ่และทันสมัยขึ้นมาใหม่ เพื่อต้อนรับการแข่งขันกีฬาคอมมอนเวลท์ในปี.. 2553 ทำให้สนามบินแห่งนี้สะดวกสบายเหมือนสนามบินแห่งเมืองหลวงใหญ่ๆ ทั่วไปของโลก เราใช้เวลาบินจากกรุงเทพมาถึงกรุงเดลลีประมาณ 4 ชั่วโมง

This trip to India of ours covers one of the most famous routes to absorb India – starting from Delhi, going southward to Jaipur and complete the triangle line back to Agra – where Taj Mahal gloriously stands as the highlight.


DELHI

Delhi traffic.

กรุงเดลลี เป็นเมืองหลวงที่มีบริเวณกว้างขวางมากเกือบ 1.5 พันตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นสองส่วนคือ Old Delhi และ New Delhi ซึ่งเป็นส่วนที่อังกฤษได้มาสร้างผังเมืองไว้ หากสังเกตุจากแผนที่จะเห็นว่าเต็มไปด้วยวงเวียนซึ่งเป็นอะไรที่อังกฤษมากๆ นั่นเอง นอกจากจะใหญ่แล้วกรุงเดลลียังมีคนมากมายมหาศาลอีกด้วย ว่ากันว่าในวันที่รถติดและเราโชคร้าย การเดินทางข้ามเมืองสามารถกินเวลาได้นานถึงครึ่งวัน ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่แนะนำให้เดินทางในเมืองหลวงแห่งนี้ยามรถติด (เกือบทั้งวัน) แต่ให้เลี่ยงเอาคือตอนเช้าตรู่ เที่ยง หรือไม่ก็กลางคืน หรือจะใช้เครือข่ายรถไฟใต้ดินที่เขามีบริการถึง 5 สาย 130 สถานี ครอบคลุมทั้งตัวเมืองและราคาเพียง 8 – 30 รูปีแล้วแต่ระยะทางเท่านั้น

Delhi is a super spread out capital with horrible screaming horn-mad traffic apparently the most annoyingly maddening (and may be charming for some people) thing you would ever face besides the craziness of its overall atmosphere. One thing about traveling in India is that it literally throws you into a different world. The frenzied world of hysterical derangement, of heavy dusts, of maddening chaos (please see in the top first picture), and of animals of all kinds. But strangely, it is the world that opens your eyes with things you would never imagine to see before in your life. And strangely when you come back, you will feel like you have somehow moved up your level of travel experiences. You kind of miss that whole crazy thing once again, and simply couldn’t wait to go back! 

มาเดลลี หากต้องการเที่ยวแบบลุยๆ แนะนำให้พักย่านกรุงเดลลีเก่า แถวสถานีรถไฟ ซึ่งนอกจากจะใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวและสามารถนั่งรถสองแถวไปไหนมาไหน (หากต้องการสู้รบกับคนอินเดีย) แล้ว ยังมีราคาถูกและจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของอินเดียได้อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงแตรรถที่คนอินเดียมักกระหน่ำบีบตลอดวันตลอดคืนและมลภาวะของรถที่ติดตะพึดตะพืออีกด้วย แต่หากต้องการความสะดวกสบายก็ขอแนะนำโรงแรมชั้นนำที่มีมากย่านกรุงนิวเดลลี เพราะย่านนี้จะเงียบสงบกว่า และมีต้นไม้ต้นใหญ่ๆ เรียงรายตามทางมากมายร่มรื่นดี พวกเราพักที่โรงแรม Taj Mahal Hotel บนถนน Mansingh เป็นโรงแรมหรูหราห้าดาวสวยงามมากมายค่ะ

We spent two nights in Delhi. One thing about traveling in India is that you are always worn to be careful about the food. So, eating in the hotel is always recommended. People with more adventurous appetite might find real Indian street foods appealing. However, we were warned against those and we kept ourselves pretty much on the saver side, ordering from room service or eating in established restaurants all the time. 

RED FORT + QUTAB MINAR +HUMAYUN’S TOMB
The Red Fort, Delhi.

สถานที่ท่องเที่ยวของกรุงเดลลีที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ Red Fort ที่สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ชื่อว่า พระเจ้าชาห์ จาฮัน (Shah Jahan) ในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์โมกุล ซึ่งชาห์ จาฮันผู้นี้เองที่เป็นผู้สร้างทัชมาฮาลไว้ให้อินเดียด้วย ก่อนจะเล่าเรื่องของ Red Fort ขออนุญาตเล่าเรื่องประวัติอินเดียคร่าวๆ ก่อนว่า ก่อนหน้าราชวงศ์โมกุล (Moghul) ซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมเชื้อสายอาหรับนี้ อินเดียตอนเหนือแถบนี้ถูกปกครองด้วยราชวงศ์ราชบุตร (Rajput) ซึ่งเป็นนักรบชาวฮินดูมาก่อน ซึ่งราชวงศ์ราชบุตรนี้ เป็นผู้ก่อตั้งรัฐราชสถานที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นพระราชวังเก่าสวยงามที่ยังมีให้เราเห็นจนกระทั่งปัจจุบันในแคว้นราชสถาน  แต่ชาห์ จาฮันแห่งราชวงศ์โมกุลคนนี้ กลับเป็นคนที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้สร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ มากมายให้แก่อินเดีย โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมที่ทำจากหินอ่อนอันเป็นสถานที่ให้เราท่องเที่ยวได้อย่างเพลิดเพลินมาจนถึงปัจจุบัน

Interior of the Red Fort, Delhi.

Delhi is densely populated (India is the second most populated country in the world, while with the total area as the 7th largest)  and it is divided into two segments: New and Old Delhi. While most of the historical attractions are in the Old section of the city, you may want to sleep in the New section to avoid the maddening horns and pollutions. However, for convenience, you can still choose to stay in this old side of the city for there are a lot of guest houses and hotels available in the walking distances from top sights such as the Red Fort – a stunning old Palace of the Moghul Empire, the ancient mosque and minaret of Qutab Minar and the gorgeous and green Humayun’s Tomb – a so-called mini-Taj Mahal thanks for its identical architecture of Muslim-style symmetrical layout, gardens and the “Onion Domes.”

The Red Fort, Delhi.

Red Fort เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน (เว้นวันจันทร์) ตั้งแต่ประมาณ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ค่าเข้าชมคนละ 150 รูปี เราสามารถเดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ยามเช้าขณะแดดยังอ่อนและหมอกยังไม่ละจากพื้นของเดลลี เรดฟอร์ต หรือในภาษาฮินดูเรียกว่า ลัลกิลา (Lal Qila) เป็นพระราชวังเก่าของชาห์ จาฮัน ผู้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงอัครามาที่เดลลี เพราะมีชัยภูมิที่ดีกว่าทั้งด้านการปกครองอินเดียภาคเหนือและการค้าเนื่องจากเดลลีอยู่ในเส้นทางสายไหมที่พ่อค้าเดินทางผ่านตลอดในยุคแรกๆ ของการค้าขายต่างประเทศ ชาห์ จาฮันใช้เวลาสร้างพระราชวังแห่งนี้นานถึง 10 ปี จนเสร็จสมบูรณ์ได้ในปี .. 1648 โดยพระราชวังแห่งนี้สร้างแบบโมกุลอย่างแท้จริง เพราะประกอบด้วยประตูส่วนหน้าที่มีกำแพงล้อมรอบ หอกลองมโหรสพ ท้องพระโรงส่วนหน้าสำหรับกษัตริย์ว่าราชการสาธารณะ และท้องพระโรงส่วนในซึ่งเป็นที่กษัตริย์ว่าราชการกับเหล่าเสนาบดี ที่รวมกันกับ ส่วนฮามัม หรือห้องอาบน้ำ พระตำหนักส่วนพระองค์ และพระตำหนักมเหสี ซึ่งในเรดฟอร์ตนี้ ส่วนในทั้งหมดทำด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

The Red Fort, Delhi.

เรดฟอร์ตแห่งนี้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลจนกระทั่งปี .. 1857 เมื่ออังกฤษมายึดครองอินเดียและเนรเทศกษัตริย์ออกไป และได้ใช้เรดฟอร์ตนี้เป็นฐานกองทัพ ดังนั้นเมื่ออินเดียประกาศเอกราชได้ในปีค.. 1947 สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการประกาศอิสรภาพ โดยนายกรัฐมนตรีของอินเดียในขณะนั้นคือนายจาวาฮาราล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ได้ขึ้นไปบนยอดกำแพงด้านหน้า เพื่อกล่าวสุนทรพจน์และปักธงชาติอินเดียใหม่ ซึ่งพิธีนี้ยังคงดำเนินอยู่เป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันที่ เรดฟอร์ต ทำให้ที่นี่เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถสะท้อนความเก่าและใหม่ของอินเดียได้อย่างดี

Qutab Minar, Delhi.

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเดลลีอีกแห่งก็คือ Qutab Minar หรือหอสุเหร่าหินเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 11 ที่สูงที่สุดในโลก (ในยุคนั้น) สร้างขึ้นโดยชาวมุสลิมที่ปกครองอินเดียในยุคนั้นเพื่อฉลองชัยชนะที่สามารถโค่นล้มราชวงศ์ราชบุตรได้ หอสูงขนาด 72.5 เมตรนี้ประดับด้วยลายแกะสลักเล็กๆ ยุบยิบวิจิตรสวยงามและภาษาอาหรับรอบด้าน ในบริเวณรายล้อมด้วยซากปรักหักพังโบราณซึ่งมีเสาเหล็กโบราณที่มีคำสวดอ้อนวอนพระเจ้าแกะสลักอยู่ ว่ากันว่าเป็นเสาเหล็กแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบันดาลความสำเร็จให้ได้สำหรับคนที่สามารถโอบเสาต้นนี้จากด้านหลังได้ด้วย

Qutab Minar, Delhi.

อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดหากมีเวลาอยู่ที่เดลลีก็คือ สุสานพระเจ้าฮูมายุม (Humayum’s Tomb) กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลอีกองค์ ซึ่งเป็นรูปแบบสุสานตามตำรามุสลิมที่ทุกอย่างต้องมีสัดส่วนสมดุลย์กันทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง และต้องมีหลังคาโดมรูปหัวหอม อันเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบนี้ ซึ่งเป็นรุปแบบเดียวกับทัชมาฮาลด้วยเช่นกัน มาที่นี่ไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า สุสานของพระเจ้าฮูมายุม เปรียบเสมือนมินิทัชมาฮาล เพราะมีสถาปัตยกรรมเหมือนกันทุกประการแต่ขนาดเล็กกว่า แต่ในขณะที่ทัชมาฮาลเป็นสุสานที่กษัตริย์สร้างให้พระมเหสี สุสานของของพระเจ้าฮูมายุมแห่งนี้เป็นสุสานที่พระมเหสีสั่งสร้างให้กับกษัตริย์ สุสานนี้รายล้อมด้วยสวยสวยต้นไม้ใหญ่ครึ้มทั้งสี่ด้าน และที่สำคัญมีนก กระรอกจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วย

Humayum’s Tomb, Delhi.

If I thought Delhi captures the whole sense of India, I was so wrong. The next day we left Delhi for Jaipur or the Pink City which is about 250 kilometres south. The toughness of sitting in the bus for 6 hours covering the distance of Bangkok – Hua Hin proved our personal endurance. But our secret lies in the mid-section of the bus – a working on-board restroom – a heaven-send, man-ordered, rare luxury of a road trip in India. 


Jaipur City, India.

JAIPUR

ชัยปุระ – เรารีบออกจากเดลีแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้นเพื่อหนีรถติด และมุ่งหน้าไปเมืองจัยปูร์หรือชัยปุระ (Jaipur) อันเป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน สาธารณรัฐอินเดียประกอบด้วยรัฐอิสระ 28 รัฐ  และ 7 ดินแดนสหภาพ (หนึ่งในนั้นคือกรุงเดลลี) และราชสถานก็เป็นหนึ่งในรัฐที่มีอาณาบริเวณมากที่สุดและมีความความเก่าแก่ สวยงามมากในฐานะรัฐแห่งมหาราชา มีเมืองจัยปูร์ (ชัยปุระ) เป็นเมืองหลวง หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ อเมอร์ฟอร์ท (Amer Fort) พระราชวังเก่าก่อนกษัตริย์ย้ายเมืองลงมาอยู่ที่จัยปูร์จนปัจุบัน

So we had been warned. That the road journey in India was definitely not a walk in the park. Well prepared with a huge breakfast plus snacks and drinks on board, we left Delhi at the crack of dawn the next day to avoid the impossible traffic. The distance ahead of us was just 260 kilometers, but in Indian term, it meant about 6 hours of bumpy, stop-and-go drive on the narrow highway jammed with everything from walking cows to working donkeys, mules, camels, lots of other trucks and buses and people everywhere. Our guide, Khun Yod, told us that we were quite lucky to reach Jaipur in “only” 6 hours. Once, he said, his tour was stuck for hours in this very highway thanks to one cow who happily decided to take a little siesta in the middle of the road. Apparently a sacred animal in this country, cows were usually left undisturbed no matter how bad chaos they could cause to people’s businesses. And a sleeping cow in the middle of the road was solved only by the patient wait of the people in their vehicles. No one just got the nerve to disturb her away. And I so love that about India. 

Jaipur City, India.

จัยปูร์อยู่ห่างจากกรุงเดลลีลงมาทางใต้ประมาณ 260 กิโลเมตร แต่คนที่เคยไปอินเดียมาแล้วจะรู้ว่าระยะทางเพียงเท่านั้น แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางนานอย่างน้อย 5 – 6 ชั่วโมง พราะนอกจากถนนไฮเวย์ของเขาจะแคบกว่าปกติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างยังออกมารวมกันที่ถนนอีกด้วย เช่น วัว อูฐ ลา ม้า หมา หมู รถมอเตอร์ไซล์สวนทาง รถเก๋งสวนทาง รถแทรกเตอร์สวนทาง และแม้กระทั่งรถบรรทุกสวนทาง การเดินทางออกนอกเมืองอินเดียเช่นนี้ ทำให้เราเห็นถึงโลกอีกใบที่มีอยู่ที่นี่ ความชุลมุนวุ่นวายและความยากจนของผู้คนที่นี่ ในขณะเดียวกันก็มีความบริสุทธิ์พื้นๆ ของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศสุดพิศวงแห่งหนึ่งของโลก

Jaipur was a former capital of the glorious Rajasthan state – the largest state of India partly in the Thar Desert, hence extreme weathers during winter and sandstorms in summer. This city was called “Pink City” not because it was naturally made of pink stones, but because its inner walled city was painted pink to welcome the visit of Prince of Wales back in 1853. That part of town remained as pink as it was, hence the name which effectively attracted tourists from around the world.

The Amer Fort, Jaipur, India.

ไปอินเดียคราวนี้ ได้มีโอกาสพบกับคุณฉัททันต์ กุญชร อยุธยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนิวเดลลี ที่มาอยู่อินเดียแล้วกว่า 3 ปี และมีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้แก่คนอินเดียในเขตภาคเหนือ คุณฉัททันต์เล่าว่าคนอินเดียมักมีนิสัยค่อนข้างตระหนี่ ที่เห็นตัวโตๆ แต่ขับรถคันเล็กๆ นั้นส่วนมากจะเป็นเศรษฐีกันแทบทั้งนั้น นอกจากนั้นเขายังมักเห็นรถเป็นเพียงยานพาหนะ เอาไว้สำหรับใช้งาน และสามารถปล่อยให้มันบุบบิบบู้บี้ หรือโดนชนได้ไม่มีปัญหา แต่หากมีโอกาสได้ใช้สตางค์ ก็มักหาเรื่องออกท่องเที่ยวต่างประเทศ และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมของคนอินเดีย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ เช่น พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่หลายบ้านเหมาลำเครื่องบินมาปิดโรงแรมเพื่อจัดงานแต่งงานมาแล้วมากมาย เพราะคนอินเดียชอบปาร์ตี้ ช๊อปปิ้ง และเที่ยวเป็นหมู่คณะคนเยอะๆ และไม่มีวิสัยนิยมเที่ยวที่เงียบสงบเอาเลย อุตสาหกรรมของอินเดียที่เน้นอุตสาหกรรมหนักเช่นเหล็ก โลหะ และสินแร่ ยังเป็นส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจอินเดียไว้ไม่ให้อ่อนไหวไปกับความถดถอยโดยรวมของเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกซึ่งมักผันผวนไปตามแรงซื้อของต่างประเทศนั่นเอง

AMER FORT + Hawa Mahal + City Palace
On route to the Amer Fort, Jaipur, India.

As we were reaching Jaipur, instead of going directly into the city center, we made a stop at the beautiful and grand Amer Fort, a former royal palace of the Rajastani Kings of India. Perched right on a mountain ridge, the Palace’s stretching walls somehow resembled it to the Great Wall of China. To go up there, we needed to get off our bus and chose between the elephant and Jeep taxis. Of course, one with a sensible mind would opt for a Jeep that made a speedy climb up the narrow winding alley to the entrance of the fort at no time.

แม้การเดินทางจากเดลลีมาจัยปูร์จะใช้เวลานานและต้องอาศัยความอึดอดทนระดับพิเศษ แต่พวกเราก็มาถึงกันจนได้ในบ่ายต้นๆ ของวันเดียวกัน ที่เราเห็นจัยปูร์เมืองสีชมพูอันโด่งดัง ที่ไม่ได้มีเพียงพระราชวังสายลมฮาวามาฮาล (Hawa Mahal) เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยเขตนอกเมืองเก่า ซึ่งก็คล้ายๆ กับนอกเมืองของจังหวัดอื่นๆ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการขยายเมืองทั่วไป

The famous facade of Hawa Mahal (the Palace of Winds), Jaipur, India.

เราเริ่มเที่ยวเมืองจัยปูร์ด้วยการไปชมอเมอร์ ฟอร์ท (Amer Fort) ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 13 กิโลเมตร สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างมุสลิมและฮินดู สวยแปลก และหากมองไกลๆ จะเห็นกำแพงเมืองที่ทอดตัวยาวไปตามสันเขาดูเหมือนกำแพงเมืองจีนได้อีก และเนื่องจากอยู่บนภูเขาเราจึงต้องขึ้นรถจี๊บกันขึ้นไปผ่านทางแคบๆ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ต่างๆ มากมายที่เดินเล่นและใช้ชีวิตกันอย่างอิสระตามถนนหนทาง อเมอร์ ฟอร์ทมีขนาดใหญ่โต สามารถค่อยๆ เดินชมได้นานไม่เบื่อโดยที่นี่ก็มีโครงสร้างเหมือนพระราชวังอื่นๆ ของกษัตริย์ในอินเดียก็คือมีท้องพระโรงส่วนหน้า และพระราชฐานส่วนใน แนะนำให้เดินขึ้นไปด้านบนอันเป็นที่อยู่ของนางสนมหรือผู้หญิงในวังในอดีต ที่มีกฏห้ามไม่ให้ออกมาในที่สาธารณะ หญิงสาวเหล่านี้อาศัยมองดูโลกภายนอกผ่านหน้าต่างที่ตีช่องเล็กๆ ไว้เพื่อให้มองออกได้แต่คนภายนอกไม่สามารถมองเข้ามาเห็นด้วย และหากสงสัยว่าทำไมประตูของวังแห่งนี้ถึงได้อยู่สูงผิดมนุษย์มนา ก็โปรดทราบว่าสมัยก่อนพระราชาเดินทางด้วยช้าง ก็เลยต้องติดประตูให้อยู่สูงให้สามารถขึ้นลงช้างได้สะดวกนั่นเอง

The Amer Fort, glowing in the afternoon sun, was huge and gorgeous and it was typically divided into sections like any other old palaces of the Moghul Kings. For a history buff, the best thing to do was to hire a tour guide who could then tell you the whole story of each section, including the secretive inner section dedicated only to the royal ladies and their kids. There, in the innermost section, was a steel-cased holy basil plant which Indians believed to be truly holy thanks to millions of health problems it could cure.

Amer Fort, Jaipur, India.

อีกสิ่งที่โดดเด่นในราชสถานก็คือบรรดาพระราชวังเก่าที่ถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นโรงแรมสมัยใหม่ พวกเราได้พักที่โรงแรม Jai Mahal Palace ซึ่งก็เคยเป็นพระราชวังเก่าสมัยศตวรรษที่ 17 และเป็นพระราชวังแห่งแรกๆ ที่ถูกนำมาสร้างเป็นโรงแรมในราชสถาน นอกจากความสวยงามของตัวตึกและสวนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในอินเดียก็คือความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ แม้คนอินเดียจะพัฒนาไปมากเพียงใด แต่พวกเขาก็ยังเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ และปล่อยให้นกและสัตว์ป่าได้อยู่ในธรรมชาติได้อย่างมีความสุข นกแก้วสีเขียว นกป่าสีฟ้า เหยี่ยว และนกอื่นๆ จำนวนมากเป็นสิ่งที่เราเห็นทุกที่ๆ เราได้ไป ถามคุณย๊อดไกด์ผู้เชี่ยวชาญประเทศอินเดียของพวกเราได้ใจความว่า คนอินเดียเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่ในทุกสิ่ง ดังนั้นเขาจึงมักไม่ตัดไม้ทำลายป่าและไม่ฆ่าสัตว์ นอกจากนั้นความที่มีประชากรเยอะมาก คนอินเดียเลยเชื่อว่าหากทุกคนในประเทศทานเนื้อสัตว์กันหมด ก็น่าจะเป็นบาปมหันต์ ก็เลยนิยมทานมังสวิรัติกันเสียส่วนใหญ่  และนอกจากการกินเจเป็นประจำแล้ว เขายังเพิ่มโอกาสและวาระในกินใจให้มากกว่าหนึ่งครั้งในแต่ละปีตามเทศกาลต่างๆ อีกด้วย

And about two hours later, we were back in the bus, ready to go into the city where we checked in to our gorgeous Jai Mahal Palace – a beautiful and cozy former palace turned into a hotel. Jaipur was a place for one could just stay in a former palace, and one of the most exclusive was the famous Rambagh Palace where we also went for a quick tour. But one needed to be happy where one was. And we were quite content with the Jai Mahal Hotel whose lovely large front lawn housed lots and lots of wild birds notably wild parrots, pigeons, orioles and partridges. And that was absolutely fantastic.

Amer Fort, Jaipur, India.

ตัวเมืองจัยปูร์มีทางเข้าเป็นประตูเมืองโบราณทาสีชมพูนำเข้าสู่ถนนหลัก ในตัวเมืองเก่านี้เราจะเห็นตึกทุกตึกทาสีชมพู ซึ่งเป็นสีที่ใช้ทาเมืองเพื่อต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งเวลส์ของอังกฤษในปีค.. 1857 ทำให้เมืองนี้ถูกเรียกว่าเมืองชมพู (Pink City) ถนนสายหลักหรือ Johari Bazaar นี้นอกจากเป็นศูนย์กลางของเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง City Palace ซึ่งมีทั้งส่วนของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณของมหาราชาแห่งราชวงศ์ราชบุตร พิพิธภัณฑ์แสดงประวัติของมหาราชาในจัยปูร์แล้ว (พิพิธภัณฑ์ปิด 5 โมงเย็น) และยังเป็นเขตพระราชวังของมหาราชาแห่งราชสถานแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักเหมาะแก่การเดินเล่นสัมผัสบรรยากาศพื้นเมืองแท้ๆ ที่ดีอีกด้วย

City Palace, Jaipur, India.

ด้านหน้าของ City Palace คือตลาดขายเสื้อผ้าและของที่ระลึกพื้นเมืองขนาดใหญ่ สามารถเดินออกไปเที่ยวชมประลองฝีมือในการต่อราคาได้ แต่ต้องผ่านบรรยากาศอินเดียแบบที่เห็นมาล่วงหน้าในหนังเสียก่อน ซึ่งหมายถึง เด็กขอทานทั้งปกติและพิการจำนวนมาก คนขี่สามล้อ คนขายของจำนวนมากที่กรูเข้ามาเราในเวลาเดียวกัน และหากพยายามหันหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตา ก็อาจเจอคนกำลังนั่งปลดทุกข์อยู่ข้างทางอย่างสบายใจทั้งแบบเป็นกลุ่มและเดี่ยว สิ่งที่ควรทำก็คือให้เดินไปเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและทำหน้าให้เป็นปกติเหมือนเจอเรื่องแบบนี้ทุกวัน เมื่อถึงร้านขายของที่เราสนใจอยากซื้อของ แนะนำว่าให้ต่อราคาจนกว่าจะพอใจแล้วค่อยทำหน้าอยากได้ค่ะ

After a lovely lunch at the hotel, we went downtown into the walled city of which the main street housed the famous Hawa Mahal whose famous façade boasted intricate windows that made Jaipur so mystique. A former residence of the royal ladies, the Palace of Winds was a building of one purpose. It was a house for those ladies with those small windows literally their windows to the world because they were not allowed outside and looking through those peepholes just saved them from the fatal daily boredom.

City Palace, Jaipur, India.

ใกล้ๆ กับ City Palace ก็คือพระราชวังสายลมอันโด่งดัง ที่ดูตัวจริงแล้วมีขนาดเล็กกว่าในภาพที่เคยเห็น แต่ก็สวยเหมือนที่หวังไว้ในใจ ตึกนี้มีดีเฉพาะด้านหน้าซึ่งเป็นลักษณะ façade มีหน้าต่างบานเล็กบานน้อยนับรวมกันได้ถึง 953 บาน ที่มหาราชาสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18  เพื่อเป็นที่อยู่ของนางสนม ซึ่งไม่สามารถออกไปด้านนอกได้ ก็เลยต้องอาศัยหน้าต่างเหล่านี้เองในการดูชีวิตโลกภายนอก ด้านในของพระราชวังแห่งนี้ไม่มีอะไรมากนัก เป็นเพียงตึกสองชึ้นที่กั้นห้องไว้อย่างง่ายๆ เท่านั้น

Near the Hawa Mahal was the City Palace (pictured above) of the current Maharaja of Rajasthan. The royal residence was private, but tourists could enjoy seeing their extravagant lives through the museums (closed at 5pm) of Rajasthani clans and their fabrics – meaning the stories of their costumes and all – that played significant parts in this section of Indian history. Or one could brave out to the shopping street in front to enjoy the bargain sprees with Indian shop owners for a stacks of shoes, scarfs and some trinkets.

ในจัยปูร์นี้ เราได้สัมผัสบรรยากาศแห่งราชสถานอีกที่คือที่หมู่บ้าน Chowki Dhani ที่เป็นหมู่บ้านจำลองบรรยากาศเก่าๆ ของรัฐแห่งนี้รวมไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เห็นว่านอกจากกลุ่มเราที่เป็นนักท่องเที่ยวแล้ว คนอินเดียก็พาครอบครัวมาเที่ยวสนุกที่นี่ด้วยเช่นกัน เพราะมีขี่วัว เต้นระบำ และขายของที่ระลึกนอกจากการรับประทานอาหารแบบราชสถานที่มาเป็นถาดรวมกันหลายๆ อย่างอีกด้วย

Our day in Jaipur ended with an outing to Chowki Dhani – a so-called “ethnic village” quite a way away from the city. Just like a typical themed park, Chowki Dhani had performances, dances and a restaurant where one could try a typical Rajastani meal. And that was what we did. I had not so much of an idea of what we ate that night. The dimmed place was not that appetizing, but the food was hot and quite tasty. Here is the picture.


AGRA

Agra City, India.

อัครา – เราปิดท้ายการเดินทางตามสามเหลี่ยมอารยธรรมอินเดียเหนือที่เมืองอัครา (Agra) ที่อยู่ห่างจากจัยปูร์มาทางตะวันออกอีกประมาณ 260 กิโลเมตร แน่นอนว่าเราก็ต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถบัสอีกประมาณครึ่งวันเพื่อจะถึงจุดหมายเมืองแห่งทัชมาฮาลแห่งนี้

The last leg of our road trip to Agra completed the Northern triangle of Indian cultural route. The distance here was another 260 kilometers and that meant another 6 sleepy hours on the bus.

ความตื่นเต้นก่อตัวเป็นริ้วขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าวันนี้แหละที่จะได้เห็นทัช มาฮาล ของจริงแล้ว สถาปัตยกรรมที่เป็นหนึ่งในสิบสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่ทำจากหินอ่อน แถมยังมีเรื่องความรักสะท้านกาลเวลาประกอบเรื่อง ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้มีคุณค่าในใจของคนทั้งโลก

TAJ MAHAL + AGRA FORT
Taj Mahal, Agra, India.

We left Jaipur early morning the next day, hoping to reach Agra for lunch and visit the famous Taj Mahal later in the afternoon. It was supposed to be an easy day, and many of us even dressed up to meet the Taj Mahal.

เรื่องความรักอมตะของพระเจ้าชาห์ จาฮัน กับพระนางมุมตัส เป็นเรื่องที่ฟังแล้วฟังอีกได้ไม่รู้จักเบื่อ เมื่อพระนางมุมตัส (Mumtas Mahal) พระมเหสีองค์โปรดผู้งดงามที่รักมากของท่านสิ้นพระชนม์ในขณะให้กำเนิดบุตรคนที่ 14 พระเจ้าชาห์ จาฮัน ก็ได้ทรงสร้างอนุสรณ์แห่งรักเป็นทัช มาฮาลแห่งนี้ สมัยก่อนสตรีในอินเดียจะไม่ได้เป็นที่เปิดเผยหน้าตาแก่บุคคลอื่น และยิ่งเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์อย่างราชินีองค์นี้ด้วยแล้ว จึงเป็นที่อยากรู้ของคนว่าพระนางมุมตัวเธอมีหน้าตาเช่นไร ส่วนภาพที่เราเห็นกันทั้งในอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นภาพที่มีแสดงในพิพิธภัณฑ์ทัช มาฮาล นั้น ต่างก็เป็นภาพที่วาดขึ้นจากภาพสะท้อนจากกระจกอีกที จึงทำให้เราได้แต่คาดเดาและจินตนาการถึงใบหน้าอันงดงามของท่านเอาเอง

Architectural values aside, Taj Mahal’s famous love story was what made this place so grand and splendid. Built by the Mughal King Shah Jahan as a monument of his eternal love to his beautiful wife, Mumtaz Mahal, who died prematurely, Taj Mahal was declared a UNESCO World Heritage back in the late 1980s, making it one of the world’s top must-see sights “before you die.”

เมืองอัคราเป็นหนึ่งในเมืองที่การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักของอินเดีย หลังจากไว้ทุกข์ให้พระนางมุมตัสนานถึง 2 ปี (ประเพณีปกติ 45 วัน) พระเจ้าชาห์ จาฮัน จึงสั่งให้มีการสร้างทัช มาฮาล เป็นอนุสรณ์รักแด่เธอ ทัช มาฮาล ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 22 ปี ใช้คนงานกว่า 2 หมื่นคน และช่างฝีมือจากทั่วทั้งอินเดีย ศรีลังกา เปอร์เซีย และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยมีการสร้างโครงไม้เพื่อปิดทัช มาฮาลไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ใครเห็นทั้งขั้นตอนการออกแบบ สร้าง จนเสร็จสิ้นในที่สุดในปี .. 1653 ส่วนที่เด่นที่สุดของทัช มาฮาล ก็คือยอดโดมทรงหัวหอมสีขาวขนาดมหึมาสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมโมกุล ขนาบทั้งสี่ข้างด้วยหอสุเหร่าสูง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของศาสนาอิสลาม หอสุเหร่านี้สร้างบนฐานแยกต่างหากจากตัวสุสาน เพราะสมัยก่อนหอสูงมักถล่มบ่อยครั้ง และพระเจ้าชาห์ จาฮันไม่ต้องการให้อุบัติเหตุใดๆ มากระทบที่พักครั้งสุดท้ายของมเหสีตนนั่นเอง

Details of Taj Mahal, Agra, India.

Taj Mahal was not built immediately after the death of Queen Mumtaz, however. After extending the period of mourning to 2 years (from the normal period of about 45 days), Shah Jahan took another 22 years to complete this huge mausoleum, hiring fine artists from across continent to design and built it with white marble, his favorite material, while managed to conceal the look of the whole thing with wooden slaps until the official unveiling. Taj Mahal today stands as the best epitome of Muslim-style symmetrical architecture with its four sides all equal and adorned with identical gardens and two red mosques. They said that you should wait to see Taj Mahal for the very first time once you have stepped into the main gate. But since it was the largest construction in this small town of Agra, chances are that you would have a glimpse of it everywhere. For us, it was first at our hotel’s balcony and that didn’t stop us from getting properly excited when we had finally officially entered the gate. 

มีคนแนะนำว่าให้อดใจรอดูทัช มาฮาล ตอนเดินเข้าประตูใหญ่มาทางด้านหน้า ความจริงพวกเราเห็นทัช มาฮาล ก่อนหน้านี้แล้วจากห้องของโรงแรม เพราะอัคราเป็นเมืองไม่ใหญ่มากนัก และไม่ว่าคุณจะพักที่ใดก็มีสิทธิว่าจะได้เห็นทัชมาฮาลจากดาดฟ้าเกสต์เฮ้าส์ หรือโรงแรมอยู่แล้ว แต่ความจริงก็คือทัช มาฮาล สวยที่สุดเมื่อได้มองจากด้านหน้า หลังจากเข้าประตูหน้าไป และหากวันนั้นฟ้าเปิดเป็นสีฟ้าใส คุณก็ได้ถ่ายภาพได้จุใจ เห็นทัช มาฮาล สีขาว ตัดกับท้องฟ้าได้อย่างงดงาม

As we all expected, Taj Mahal was very crowded even in that late afternoon. The tight security meant you should not bring too many personal belongings with you. One small bag with a few necessities and a camera would suffice. No electrical devices, things with sharp points and even bubble gums were allowed through their strict entrance screening.

คงไม่ต้องบอกว่าที่ทัช มาฮาลนี้มีนักท่องเที่ยวมากมายแค่ไหน แนะนำว่าให้ใช้เวลามากหน่อยในการเที่ยวชมทัช มาฮาล เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่มหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกแล้ว ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เดินชมเล่นได้ไม่รู้เบื่อ นอกจากจะกระหน่ำถ่ายภาพด้านหน้า ทำท่าทางต่างๆ นานานอกเหนือจากการยืนยิ้มพื้นๆ เช่น ทำท่าหยิบจุกโดมหัวหอม อันเป็นท่ายอดนิยมมากแล้ว สามารถถ่ายภาพทั่วทั้งบริเวณไปได้เรื่อยๆ ระหว่างทางเดินไปทัช มาฮาล สวนสวยสองข้างสระน้ำเป็นอีกสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบสมมาตรของโมกุล ที่นี่มีสัตว์เยอะมาก สามารถดูนกนานาชนิดได้เพลินมาก

We took almost 2 hours enjoying Taj Mahal. It was best to take the time strolling along the main shallow pool stretching back and forth between the main mausoleum and the entrance. At the main building, we took off our shoes and slipped into the provided red paper socks. The marble staircases were completely covered with wood panels for people to walk on. This was how the Indian preserved their precious heritage.

One side of the twin minarets built to retain Taj Mahal’s perfect symmetry.

สองด้านของทัช มาฮาลขนาบด้วยมัสยิดสีแดงที่เหมือนกันทุกประการ ด้านตะวันตก (ขวามือ หากมองจากด้านหน้า) เป็นมัสยิดที่ใช้งานจริง ส่วนอีกด้านสร้างขึ้นมาเฉยๆ เพื่อให้เกิดความสมมาตรเท่านั้น  ด้านในของทัช มาฮาล ค่อนข้างมืดและห้ามถ่ายภาพ มีหลุมฝังศพสองหลุมหนึ่งคือของพระนางมุมตัส และอีกหนึ่งของพระเจ้าชาห์ จาฮัน ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปีค.. 1666 หลังจากพระนางมุมตัส 35 ปี โดยเรื่องราวชีวิตช่วงสุดท้ายของกษัตริย์โมกุลผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้มีมากในอัคราฟอร์ท (Agra Fort) ที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำยุมนา ไม่ไกลนักจากทัช มาฮาล

Once we had admired everything outside the huge white marvelous dome, it was time to step inside. Naturally, no pictures were allowed here and there was not enough light to take any picture anyway, just two simple tombs of the Emperor Shah Jahan and Queen Mumtaz aligned side by side. It was said that when Shah Jahan died in 1666, 35 years after his wife, while on a palace arrest by his own son Aurangzeb, it was one of his daughters who managed to sail his body from Agra Fort for a proper burial at Taj Mahal where he could rest in peace side by side with his beloved wife in the monument of their eternal love.

The Agra Fort, Agra, India.

อัคราฟอร์ท (Agra Fort) ก็คือพระราชวังของพระเจ้าชาห์ จาฮัน และกษัตริย์โมกุลองค์อื่นๆ ก่อนและหลังจากท่าน เป็นที่ว่าราชการของราชวงศ์โมกุลนานนับพันปี โดยบริเวณส่วนใหญ่ทำจากหินแดง มีเพียงบางส่วนที่เราจะเห็นว่าทำจากหินอ่อน ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นส่วนที่พระเจ้าชาห์ จาฮัน สร้างเสริมขึ้นมา เพราะหินอ่อนเป็นวัสดุที่ท่านโปรดมากในช่วงเวลาของท่าน

ที่นี่นอกจากจะได้ดูความงดงามของพระราชวังเก่าราชวงศ์โมกุลแล้ว ก็ยังคงมีเรื่องของพระเจ้าชาห์ จาฮัน เพราะที่นี่เป็นที่ๆ ท่านถูกพระโอรสที่ชื่อ ออรังเซบ (Aurangzeb) จับมาขังไว้หลังจากกลัวว่าบิดาจะใช้ทรัพย์สมบัติหมดโดยการสร้างสิ่งของอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะสุสานของตัวท่านเองอีกฝั่งของแม่น้ำยุมนา ตรงข้ามกับทัช มาฮาล เพื่อให้คู่กัน ออรังเซบกักบริเวณบิดาตนเองไว้ที่นี่หลายสิบปีมาก และพระเจ้าชาห์ จาฮันก็ได้มามองทัช มาฮาลจากพระตำหนักหินอ่อนและหอคอยแปดเหลี่ยม (Musamman Burj) ทุกวัน จนพระเจ้าออรังเซบกลัวว่าบิดาจะเกิดฮึกเหิมมีแรงขึ้น เลยจับไปขังไว้ด้านหลังของพระราชวังเพื่อไม่ให้เห็นทัช มาฮาล จนในที่สุดพระเจ้าชาห์ จาฮันก็ตรอมใจสิ้นพระชนม์ แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าท่านได้สิ้นพระชนม์ในอ้อมแขนของพระธิดาที่ดูแลท่าน ซึ่งได้นำร่างอันอ่อนแรงของท่านมามองทัช มาฮาล ในพระตำหนักแห่งนี้อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลม

The Agra Fort, Agra, India.

In Agra, we stayed at the nice Taj Gateway Hotel. But we also went to the very exclusive Oberoi Amarvilas, a 5-star establishment that boasted the view of Taj Mahal in every room (those facing Taj Mahal). Here, while walking through their spas, we met a Thai lady who was on duty there. She overheard our Thai conversation and just interrupted us out of an extreme excitement. When we talked, she just broke into tears. She said she missed her home in Chiang Mai so much that it was overwhelming just to hear Thai language and the Northern dialect again after spending 3 years in India working and sending money back to her parents at home.

แม่น้ำยุมนาเป็นหนึ่งในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย และเมื่อก่อนพระราชวังแห่งนี้ก็สร้างติดแม่น้ำเพื่อเป็นวิธีป้องกันภัยอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากการเลี้ยงสัตว์ร้ายเช่นจรเข้และงูพิษไว้ในบริเวณกำแพงชั้นใน แต่ปัจจุบันมีถนนคั่นระหว่างแม่น้ำและพระราชวัง วันที่เราไปนั้นน้ำในแม่น้ำลดลงค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังพอเห็นนกกระยางฝูงใหญ่กำลังเดินเล่นสบายๆ เพื่อหาอาหารอยู่

The Agra Fort, Agra, India.

Our dinner that day was  scrumptious Indian BBQ at the famous Peshawari restaurant in ITC Maratha hotel in Agra. They served delicious assorted BBQs of both vegetarians and meats – cheese, chicken, mutton… and it went on and on until we felt like exploding.

อัคราเป็นเมืองไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมาแล้วค่อยๆ ชมเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมายที่อินเดีย โรงแรมที่นี่ก็มีให้เลือกมาก แต่หากต้องการพักแบบพิเศษ ก็มีโรงแรมที่มีวิวทัช มาฮาล ทุกห้องในระดับ 5 ดาวให้เลือกด้วยมากมาย พวกเราพักที่โรงแรม Taj Gateway ที่เป็นตึกสูง มองเห็นทั้งตัวเมืองและทัช มาฮาล และรับประทานอาหารอินเดียเหนือแบบบาร์บีคิวสำหรับมื้อเย็น ที่ร้าน Peshavari ในโรงแรม ITC Mughal ที่เสิร์ฟอาหารย่างแบบเหนือประเภททันดูริ (Tandoori) ที่อร่อยมาก และแกงดาล (Dhal แกงถั่ว) เสิร์ฟพร้อมแป้งนานต่างๆ แสนอร่อยเป็นที่สุด

The next day we were due to leave Agra and make our way back to Delhi and then Bangkok. But in the morning we managed to visit the famous Agra Fortthe gorgeous palace of the Emperor Shah Jahan and other Mughal Kings. This was where Shah Jahan was palace-arrested by his son who feared that his father would spent all his money on more lavish marble buildings, hence the reason to stopped him and took his power.

The Agra Fort, Agra, India.

มาอินเดีย เรื่องหนึ่งที่คนมักเตือนก็คือเรื่องรับประทานอาหาร ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำว่าให้รับประทานแต่ในโรงแรมเพราะปลอดภัยกว่า และไม่จำเป็นอย่าทานน้ำแข็ง สังเกตดูว่าแม้กระทั่งในโรงแรมที่เราไปพัก เขาก็ไม่เสิร์ฟน้ำแข็ง แต่ใช้วิธีแช่เย็นเครื่องดื่มแทน นอกจากนั้นอาหารประเภทนม ของที่ไม่ร้อน ก็ไม่แนะนำให้ทานสะเปะสะปะ หากไม่ต้องการมีประสบการณ์แบบอินเดียมากเกินไป

เรื่องซื้อของ คนส่วนใหญ่มักต้องการซื้อผ้าพาชมิน่า (Pashmina) ซึ่งเป็นผ้าทอขนสัตว์ทำจากขนอ่อนส่วนลำคอของแพะพาชมิน่า ซึ่งเป็นแพะพันธุ์พิเศษที่อาศัยเฉพาะพื้นที่สูงเช่นเทือกเขาหิมาลัยตอนเหนือของอินเดียและปากีสถาน เรื่องก็คือว่าจะต้องค่อยๆ เก็บและทอขนแพะเหล่านี้อย่างทะนุถนอมจึงจะได้ผ้าพันคอผืนบางนุ่ม แต่คลุมแล้วอุ่นในหน้าหนาว และเย็นสบายในหน้าร้อน ผ้าพาชมิน่าของแท้จึงสามารถมีราคาสูงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนผ้าที่เราเห็นตามตลาดแล้วบอกว่าเป็นผ้าพาชมิน่าแท้แต่ผืนละ 500 รูปีนั้นก็น่าจะพอเป็นของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากอินเดียได้หากไม่ซีเรียสเกินไป

Here, at the exquisite octagonal white marble tower (pictured above), we stood, looking at a vague cloudy sight of Taj Mahal along the Yumana River. Only if the weather had been clear enough, we would have seen the sight of Taj Mahal the way Shah Jahan had seen when he took his last breath hundreds of years ago.

Agra City from our bus.

อินเดียตอนเหนือเที่ยวได้ดีที่สุดก็คือช่วงที่อากาศกำลังเย็นๆ เดินสบายไม่ร้อนมาก เพราะพื้นที่มีส่วนที่เป็นทะเลทราย โดยเฉพาะที่เมืองจัยปูร์ จึงสามารถร้อนได้อย่างโหดร้ายในช่วงกลางวัน และยังอาจมีพายุทรายอีกด้วย เที่ยวอินเดียตอนเหนือดูวัฒนธรรมของเขาซีกนี้แล้ว ก็พาลให้นึกอยากไปอินเดียตอนอื่นอีก เพราะยิ่งกลับมาก็ยิ่งคิดถึง ตอนไปอาจไม่สนุกเพราะค่อนข้างลำบากและปวดหัวกว่าปกติ แต่เมื่อกลับมาก็รู้สึกตัวเหมือนกับได้จบปริญญาอีกใบด้านการท่องโลก เพราะที่นี่เหมือนโลกอีกใบที่รอให้เราไปค้นพบ ซึ่งแตกต่างจากการท่องเที่ยวที่อื่นที่เคยได้มีโอกาสไปมาแล้วอย่างสิ้นเชิง

Now, instead of taking the bus as usual, we  opted for the short flight back to Delhi. Agra’s airport was still military-operated, hence very strict security measures once again. It was again a chaos at the Delhi airport, but hell with it, this was India after all, the place of adventure, of another world, of excitement and of an eye-opening experience. Can’t wait to come back the next time.

P.S. This story is from our archive back in 2011.

🍀 by ohhappybear. all rights reserved. 🍀




Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *