คู่มือเที่ยวลอนดอน | London: A Guide

เทรนด์ ใหม่ล่าสุดตอนนี้ในลอนดอน เห็นจะเป็นการพ๊อพอัพอาหาร โดยขายอาหารที่ไม่เข้ากับบรรยากาศร้าน เช่น พ๊อพอัพขายลักซาหรือก๋วยเตี๋ยวมาเลย์รสจัด ห่อหมก ผักดองเครื่องเคียง พร้อมตะเกียบและช้อนกระเบื้องในผับแบบอังกฤษจ๋าของแท้ที่เน้นขายเครื่องดื่มและอาหารฝรั่งในหน้าตาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมแบบวิคตอเรียน

หนึ่งในสถานที่ที่ชอบมากที่สุดในลอนดอนก็คือที่นี่ Holland Park

อังกฤษเป็นผู้นำเทรนด์ มาแต่ไหนแต่ไร เรื่องศิลปะ บทเพลง การเขียนแบบสร้างสรรค์ ประเทศนี้คือที่หนึ่งในตองอู หากลองมองย้อนดูประวัติของศิลปะที่ใกล้ตัว อย่างเช่น วงดนตรีชั้นนำ นักแต่งเพลงมือฉมัง นักดนตรีขั้นเทพ หรือดารานักแสดง รวมถึงการเขียนบทละคร หนังสือ วรรณคดี อังกฤษ หรือสหราชอาณาจักร ชื่อที่ยังคงสะท้อนความยิ่งใหญ่ของประเทศที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ อังกฤษย่อมมาเป็นที่หนึ่ง นี่เราพูดถึงต่างประเทศที่เราอ่านออกเขียนได้นะคะ ส่วนประเทศอื่นคาดว่ามีวัฒนธรรมเด็ดดวงไม่แพ้กัน แต่เนื่องเราเข้าไม่ถึง จึงขอละไว้เพราะไม่สามารถหยั่งรู้ได้จริงๆ

บรรยากาศ Japanese Garden at Holland Park

ความขัดแย้งมันอยู่ตรงนี้เอง ความแตกต่างที่กลมกลืน ความไม่เหมือนที่เป็นหนึ่งเดียว อังกฤษเป็นเมืองที่อ้าแขนรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาอย่างเปิดกว้าง ชาจากจีนที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ อาหารอินเดียที่แม้แต่ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ก็ยังยอมรับว่าเป็นของโปรด แล้วจะบรรดาเครื่องเทศ สมุนไพร ถนิมผ้าอาภรณ์ แพรไหมต่างๆ ที่ล้วนเข้ามายังประเทศนี้ผ่านการปกครอง การค้า การติดต่อสื่อสารเยี่ยงมนุษย์ ทั้งอดีตถึงปัจจุบันกันอีกเล่า

แม้จะประกาศตัวลงคะแนนออกจากการเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป ที่ทำให้คนทั้งโลกเกิดอาการงุนงงเดินหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอังกฤษ เพราะหมายถึงการตัดขาดจากพันธมิตรแถวบ้าน แต่แม้จะมีความผันผวน แต่ลอนดอนในฐานะเมืองหลวงที่มีคนหลากเชื้อชาติมาอาศัยร่วมกันเป็นธรรมชาตินั้น ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการยึดถือความพิเศษเฉพาะแห่งการเป็นลอนดอนมหานครที่ผสมผสานเต็มไปด้วยคนหลากเชื้อชาติ อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร เช่นเดียวกันกับผับอังกฤษ ที่ตอนกลางวันขายลักซาเป็นมื้อสำคัญ ดึงดูดให้คนที่ชอบอาหารเอเชียแวะเวียนมากินได้ในบรรยากาศใหม่ๆ

Catching breaths at the top of St Paul’s

ย่านเก๋แห่งเมืองเก่า

เรามาเที่ยวลอนดอนเป็นเมืองสุดท้าย หลังจากตระเวนเที่ยวดับลินและเบลฟาสต์มาเกือบสองสัปดาห์ และเนื่องจากเป็นเมืองที่เคยมีโอกาสได้มาเที่ยวแล้วหลายครั้ง เราเลยขอเที่ยวแบบชิลและเก็บตกตามเคย ลอนดอนเมืองใหญ่ยักษ์ มีของใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการกลับมาของย่านชอร์ดิช (Shoreditch) ในอีสต์เอนด์ที่เคยเป็นย่านทรุดโทรมน่ากลัว แต่ตอนนี้กำลังถูกรื้อฟื้น ดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ ร้านเก๋ๆ บาร์ดีๆ กำลังย้ายเข้าไปอยู่ โดยเฉพาะร้าน Dishoom อาหารอินเดียและบาร์ที่ดังมากมายของลอนดอน

ชอร์ดิช ได้ยินชื่อก็พอเดาเรื่องราวได้ มันเชื่อมโยงกับการที่อีสต์เอนด์ได้ชื่อว่าเป็นย่านมืด ที่นี่เคยเต็มไปด้วยชนชั้นล่าง ชื่อถนนที่เห็นเช่น Old Street, Hackney Street เป็นตัวอย่างที่ดี ส่วนชื่อของย่าน ก็ว่ากันว่าเป็นนามสกุลของเมียเช่าของชายตระกูลเจ้าที่ถูกฆ่าตายและหมกท่ออยู่แถวนี้นั่นเอง ก็เพราะความน่ากลัวของเรื่องราวที่สามารถเล่าได้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ อย่างเช่นเรื่องของ Jack the Ripper ฆาตรกรต่อเนื่อง (serial killer) คนดังสมัยโน้นที่คุมย่านอีสต์เอนด์ ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชื่อร้านขายซีเรียลที่เก๋มากในย่านที่ตั้งชื่อว่า Cereal Killer ก็น่าจะเพื่ออนุโมทนาให้กับอดีตของย่านนี้

Basking as a London way of life (when the sun’s out).

มาเดินเล่นชอดิช สามารถนั่งรถใต้ดินมาสถานี Liverpool Street เดินลัดเรื่อยผ่าน Old Spitalfields Market ตลาดนัดในร่มที่ตั้งอยู่ในตึกเก่า (มีร้านอาหารและขนมสเปนที่ชื่อ Taberna Do Mercado ที่มีทาร์ตไข่อันโด่งดังมาก ทำมือจำนวนจำกัดทุกวัน และตอนเราไปคือหมด) เลาะถนน Commercial Street ขึ้นไปทางเหนือ เลี้ยวขวาเข้าถนนหลักของย่านที่ชื่อ Shoreditch Highstreet และจะเห็นความเก๋ของย่านนี้เริ่มต้นที่แยกถนน Redchurch ถนนเส้นแคบๆ สองข้างทางคือตึกเก่าๆ ที่ไม่ได้หรูหรา เป็นสไตล์ของย่านยากจนนี้ เห็นชื่อตึกหลายแห่งก็พอเดาได้ว่าย่านนี้คือย่านแขก หลายห้องถูกปรับปรุงใหม่ให้มีความเก๋ มีร้านขายกางเกงยีนส์ดีไซน์เนอร์ รับซ่อม เย็บมือ ร้านขายช็อกโกแลตที่หน้าตาราวกับขายนาฬิกาหรูๆ คือช็อกโกแลตทำเป็นแท่งเท่ๆ หรูหรามากๆ



หากเดินถนน Redchurch มุ่งหน้าตะวันออกไปเรื่อยๆ ก็จะมีแยกให้เลี้ยวเข้า Brick Lane ถนนเส้นที่คุ้นเคยสำหรับนักล่าหาตลาด flea market ที่ลอนดอนขึ้นชื่อ ตลาด Brick Lane จะคึกคักมากที่สุดก็วันอาทิตย์ ที่ถนนทั้งเส้นจะเต็มไปด้วยคนที่มาออกร้าน เปิดกระเป๋าตั้งโต๊ะขายบรรดาเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีนักดนตรีมาแสดงสด สไตล์ของย่านนี้ก็สมกับย่าน คือไม่หรูหรา ติสต์แตก และแน่นอนว่าสีสันก็ต้องเจ็บจี๊ดๆ ไม่ใช่สีอ่อนนุ่มผู้ดงผู้ดีอะไร ขอบอกว่าสำหรับเรา ที่ไม่เน้นการรื้อค้นหาของช็อปปิ้ง มาเที่ยวย่านนี้ในวันธรรมดาก็ดีนะคะ คนไม่เยอะเดินสบาย ร้านค้าต่างๆ ที่เป็นร้านถาวรตามตึกก็เปิดทำการ โดยเฉพาะร้านเบเกิ้ลชื่อดังของย่าน ร้านขนมแขก ร้านกาแฟต่างๆ คนน้อยไม่ต้องเบียดเสียดรอคิว ที่สำคัญย่าน Brick Lane นี่เค้ามี street art อันเป็นภาพวาดฝาผนังตามตึกให้ดูอยู่แล้ว มาเมื่อไหร่ก็ดูได้และหากคนน้อยก็จะถ่ายรูปได้สบายกว่าค่ะ

The Square Mile มองข้ามไป Southwark ซัทเธิร์ค

เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งเมือง ลอนดอนมีขนาดพื้นที่เท่าสวนสาธารณะไฮด์ปาร์คเท่านั้น และจุดเริ่มต้นของเมืองก็คือส่วนที่มีชื่อว่า The City หรือ The Square Mile หรือใจกลางเมือง ส่วนที่สำคัญที่สุดของจุดนี้ก็คือธนาคารแห่งชาติอังกฤษ โบสถ์เซ็นต์พอล และพิพิธภัณฑ์ลอนดอน (Museum of London) อันเป็นคนละที่กันกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ (British Museum) โปรดอย่าสับสน สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่และสิ่งต่างๆ ความเป็นลอนดอน ก็แนะนำนะคะให้ใช้เวลาซักสองสามชั่วโมง เข้าไปเดินเตร็ดเตร่ในพิพิธภัณฑ์ลอนดอนได้เลย หนังสือนิยายพีเรียด หรือหากเป็นของอังกฤษ เค้ามักเรียกนิยายเก่าๆ แบบนี้ว่านิยายยุครีเจนซี หรือต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคอังกฤษสวยหล่อ ท่านลอร์ดท่านเค้าต์ต่างๆ นานาที่เคยอ่าน รวมทั้งเหตุการณ์สอดแทรกตามหนังที่เคยดู เช่น ไฟไหม้ครั้งใหญ่ รวมทั้งกลิ่นเหม็นโฉ่ที่เกิดจากการแออัดอันขึ้นชื่อเนื่องจากความยากจน ก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งสำคัญของเมืองนี้ ต่างถูกเล่าเป็นฉากๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เด็กๆ นักเรียนตัวน้อยของอังกฤษมักได้มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เสมอ ทุกครั้งที่เราได้ไปพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่มีมากมายจนเที่ยวไม่หมดของเมืองนี้ เรามักเจอกับกลุ่มเด็กๆ ตัวน้อยที่มาทัศนศึกษาทำกิจกรรม ถือสมุดจด ฟังนิทาน เล่านิทานอิงประวัติศาสตร์เรื่องราวที่ได้รู้ไปในแต่ละวัน

The Royal Exchange Jeweler Building at the Square Mile.
Me at the Bank of England Museum.

ไปเที่ยวอังกฤษคราวนี้มีธุระจริงๆ ที่จะต้องทำอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือเอาธนบัตรปอนด์สเตอร์ลิงแบบเก่าที่เก็บไว้นานแล้วที่ซูปเปอร์ริชบ้านเราไม่รับแลกแล้ว ไปแลกเป็นธนบัตรเวอร์ชั่นใหม่ที่โน่น โดยธนาคารเดียวที่จะรับแลกเงินเก่าที่ไม่อยู่ในระบบได้ก็คือธนาคารแห่งชาติอังกฤษ (Bank of England) ที่แน่นอนว่าอยู่ใน The Square Mile นี่แหละ ธนาคารแห่งชาติอังกฤษก่อตั้งมา 323 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ อังกฤษยังไม่มีระบบการเงิน การค้า การเรียกเก็บหนี้ และการกู้เงินมีความแตกต่างกันตามท้องถิ่น เอาง่ายๆ ก็ขึ้นอยู่กับมาเฟียท้องถิ่นตามหลักการสังคมมนุษย์ทั่วไป ระบบธนาคารของอังกฤษใช้รูปแบบเดียวกันกับระบบธนาคารของดัตช์ที่มีมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเริ่มมีธนาคารเป็นเรื่องเป็นราว การค้าขายการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ รวมทั้งการที่อังกฤษเป็นมหาอำนาจต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 การเดินเรือไปทั่วทุกทวีป ก็ทำให้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก โดยเฉพาะในยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ เปิดแลกเงินและทำกิจกรรมการเงินเหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ส่วนด้านข้างเป็นพิพิธภัณฑ์การเงินการธนาคารของอังกฤษ ที่บอกเรื่องราวของพื้นที่ที่ตั้งของธนาคาร เรื่องราวการค้าของลอนดอน ธนาคารแห่งชาติอังกฤษที่เรายืนอยู่นี้ เป็นสถานที่เก็บทองแท่งจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กลับเป็นเจ้าของทองแท่งที่เป็นสมบัติโดยแท้ของตนเพียงสองแท่ง หนึ่งในนั้นคือทองแท่งในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีมีแสดงและช่องให้คนสอดแขนเข้าไปลองยก ลองดูนะคะ เพราะไม่ค่อยหนักเลย เพียงแท่งละ 400 ออนซ์หรือประมาณ 13 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

เดอะซิตี้ เป็นเขตหนาแน่นของลอนดอน แต่ทว่าตรงนี้จะเห็นชัดว่า นักท่องเที่ยวมีจำนวนน้อยกว่าคนทำงาน เดินย่านนี้เราจะเห็นพนักงานออฟฟิศแถวนี้หลายคนใส่สูทราคาแพง หรือชุดเดรสที่สะท้อนถึงฐานานุรูปการงานที่ออกจะสำคัญ แน่นอนว่าย่านนี้เต็มไปด้วยสำนักงานข้ามชาติที่ต่างต้องมีที่อยู่ในลอนดอนกันทั้งนั้น เดินจากพิพิธภัณฑ์ธนาคารไม่ไกลนัก ผ่านร้านรวงสวยงามหรูหราของถนนที่ชื่อ Cheapside เราก็ถึงสวนของโบสถ์เซ้นต์พอล โบสถ์ใหญ่สวยงามเก่าแก่เอกลักษณ์สำคัญของลอนดอน โบสถ์เก่าแก่ที่เราเห็นอยู่นี้ เป็นโบสถ์เวอร์ชั่นใหม่ ออกแบบเพื่อแทนที่โบสถ์เซ็นต์พอลเก่าที่ถูกไฟไหม้ไปเมื่อศตวรรษที่ 11 โดยโบสถ์อาคารใหม่นี้ออกแบบโดยท่านเซอร์ คริสโตเฟอร์ เวรน (Christopher Wren) สถาปนิกที่ดังมากที่สุดของอังกฤษในสมัยนั้น โดยการสร้างครั้งนี้นับว่าเป็นการสร้างโบสถ์เพื่อทดแทนโบสถ์เดิมครั้งที่สี่ของพื้นที่ตรงนี้ และเกิดขึ้นมาก็กว่า 300 ปีแล้ว นี่คืออีกหลักฐานหนึ่งที่เราสามารถย้อนรอยความเก่าขลังของลอนดอนได้อย่างชัดเจน

The spiraling staircase to the top of St. Paul’s

โบสถ์เซ็นต์พอล เป็นโบสถ์ศาสนาคริสต์แบบแองกลิกัน (Anglican) หรือนิกายคริสต์ที่อังกฤษตั้งขึ้นเป็นของตนโดยเฉพาะ ที่นี่คิดค่าเข้าชมคนละ 18 ปอนด์ หากไม่ได้กะมาตอนเค้าทำมิซซาซึ่งหมายถึงช่วงหนึ่งชั่วโมงที่เปิดกว้างให้คนเข้าฟรี (แต่ก็ต้องทำตนสุภาพเรียบร้อยเพราะเค้าสวดมนต์กันอยู่) ทุกคนที่อยากชมความงามอันอลังการของโบสถ์แห่งนี้ ก็ต้องจ่ายเงินค่าเข้าทั้งนั้น ค่าชมที่จ่ายไป แลกกับหูฟังที่เราสามารถกดไกด์ภาษาต่างๆ แล้วเที่ยวชมจุดต่างๆ ของโบสถ์แห่งนี้ได้ แต่ด้านล่างทั้งหมดห้ามถ่ายภาพอย่างเด็ดขาด จะยกกล้องได้อีกครั้งก็เมื่อไต่บันไดวนขึ้นไปถึงทางเดินรอบยอดโบสถ์ วันที่เราไป ก็น่าจะเหมือนทุกๆ วัน ที่มีนักท่องเที่ยวมากมายจากทั่วโลกมาชมโบสถ์แห่งนี้ ค่อยๆ เดินจัดกลุ่มกันขึ้นไป ยอดโบสถ์จะมีสองชั้น ชั้นแรกเตี้ยหน่อยคือรอบวงด้านล่างของโดมหลังคา ตรงนี้สามารถเดินเล่นได้หายใจสะดวกดี ไม่สูงน่าหวาดเสียวมาก ส่วนอีกชั้นคือสุดตรงปลายยอดแหลมของโดม ตรงนี้เองที่ดิฉันต้องกลั้นใจมาก เพราะเป็นเพียงระเบียงลูกกรงเล็กๆ ทางแคบๆ เดินรอบสั้นๆ ในจุดที่สูงที่สุดของเมืองเก่าลอนดอน ก่อนที่เมืองนี้จะเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าตามแบบฉบับเมืองใหญ่ทั่วไป

We were there! We made it to the top, to that very corridor!!

จากระเบียงยอดหลังคาโดมของโบสถ์เซ็นต์พอล สิ่งหนึ่งที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจน นอกเหนือจากตึกรามบ้านช่องที่สวยงามหรูหราตามแบบฉบับศูนย์กลางทางการเงินแล้ว ก็คือสะพานมิลเลียนเนียม สะพานแขวนคนเดินที่เปิดให้ใช้เป็นครั้งแรกตอนโลกก้าวเข้าสู่ปีค.. 2000 แม้ว่าจะเปิดช้ากว่ากำหนดไปถึงสองเดือน และใช้เงินก่อสร้างเกินงบประมาณไปกว่า 2.2 ล้านปอนด์ แต่สะพานแห่งนี้ก็จัดได้ว่าเป็นสะพานสัญลักษณ์แห่งหนึ่งที่ข้ามแม่น้ำเทมส์ ที่สำคัญคือข้ามตรงดิ่งจากโบสถ์เซ็นต์พอล ไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำ ที่เรียกรวมว่าซัทเธิร์ค (Southwark) อีกส่วนหนึ่งของลอนดอนที่ไปทุกครั้งก็ต้องไปเดินเที่ยว เพราะตรงนี้คือย่านอาหาร ย่านตลาด ย่านเศรษฐกิจเก่าที่ถูกแปรผันพื้นที่ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ใหม่ของชาวเมืองลอนดอน

Druid Street Market

อาหาร + ตลาด + ร้านกาแฟกับสกู๊ตเตอร์

วันเสาร์เป็นวันที่เหมาะที่สุดสำหรับการวางแผนไปเดินทอดหุ่ยที่ตลาดนัดย่านซัทเธิร์ค คงไม่ต้องแนะนำตลาดโบโรห์กันแล้ว เพราะใครๆ ก็รู้จักแทบทั้งนั้น หนึ่งจะต้องกินกาแฟที่ร้าน Monmouth สองจะต้องกินแซนวิชเป็ดกงฟีที่ผัดในกระทะใบบัวแบนๆ ใบยักษ์ ตลาดแห่งนี้มีของกินมากมาย เป็นตลาดที่พึ่งพาได้แน่นอน

แต่หากว่าเกิดอยากเดินออกนอกเส้นทางบ้าง แนะนำว่าให้ลัดเลาะเดินผ่านริมตลาดโบโรห์ออกมา ผ่านสถานีรถไฟ London Bridge ลงมาทางใต้ตะวันออก ก็จะเห็นชุมชนใหม่ที่จัดพื้นที่เป็นตลาดนัดอีกเช่นกัน ตรงนี้ก็ตั้งชื่อตามถนนว่า Bermondsey Street Market ที่จัดได้ว่าเป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ขยันจัดงานมาก เพราะนอกจากวันเสาร์จะมีตลาดชาวนามีผักผลไม้ดอกไม้งามๆ มาขายแล้ว ในวันอื่นๆ ที่นี่ก็มีการหมุนเวียนกิจกรรมเพื่อให้คนมีเหตุผลในการแวะมาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ เช่น ตลาดขายของเก่า การจัดแสดงศิลปะ หรือแม้กระทั่งฟู๊ดทรักที่ขายมื้อกลางวันแซ่บๆ แปลกๆ และโรงหนังคอมมูนิตี้ ที่เน้นฉายภาพยนตร์ทางเลือก ก็เพราะศิลปะ อย่างที่บอกไป อยู่ในสายเลือดของชาวลอนดอน การคิดใหม่ทำใหม่ในของเดิม รื้อฟื้นของเก่าให้น่าสนใจขึ้นอีกครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ชาวเมืองนี้ทำกันตลอดเวลา

สุดท้ายที่อยากฝากไว้ จริงๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรใหญ่โต แต่เห็นว่าน่ารักดีและเค้าก็อยู่ห่างจากทุกสิ่งอย่าง หากได้ช่วยบอกต่อ ก็น่าจะช่วยกิจการของเค้าได้ เดินเรื่อยลงมาทางใต้ตะวันออก เลี้ยวขวาเข้าถนน Abbey หรือจะเดินผ่านตลาดนัดอาหาร Maltby Street (เปิดเสาร์อาทิตย์) ลงมาจนสุดทางก็ได้ จะเห็นถนนที่ชื่อ Enid ตรงนี้จะเห็นว่าเริ่มเป็นย่านทำงานจริงจัง มีโรงซ่อมรถที่ใช้โกดังเก็บของแถวนี้เป็นสถานที่ ตรงหัวมุมจะมีร้านซ่อมสกู๊ตเตอร์เก่า ที่ชื่อ Scooterworks UK มีรถสกู๊ตเตอร์สองล้อสีน่ารักมากมายจอดเรียงกันเป็นตับ แค่เห็นสกู๊ตเตอร์ก็ชอบมากแล้ว เพราะเป็นความฝันอย่างหนึ่งที่อยากใส่ส้นสูง ใส่เสื้อหนัง ปล่อยผมยาวขี่สกู๊ตเตอร์เหมือนสาวเปรี้ยวชาวมิลานที่เห็นแล้วชอบมาก แต่ปรากฏว่าพอเข้าใกล้ ด้านหน้าของร้านมีป้ายติดไว้ว่า Coffee! Coffee! Coffee! ใช่แล้ว ท่ามกลางกระแสแห่งการดื่มและพินิจกาแฟ ร้านซ่อมสกูตเตอร์ที่น่าจะมีลูกค้าทำนองเดียวกัน ก็ยกพื้นที่ครึ่งหนึ่งของร้านให้เป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อให้คนแวะมาเพื่อจิบกาแฟและชมสองล้อเครื่องที่เก่าแก่และน่ารักจนมีความเป็นศิลปะในดีเอ็นเอได้ในเวลาเดียวกัน


เราบินสายการบิน Eva Air ที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปลอนดอน ถึงลอนดอนตอนประมาณเกือบๆ หนึ่งทุ่ม แนะนำว่าหากต้องการนั่งรถไฟ Heathrow Express เข้าเมือง และรู้กำหนดการของตนเองแน่นอน ให้ซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ของเค้าได้เลย เพราะแล้วแต่เวลา หากสามารถกำหนดวันเวลาล่วงหน้าได้ สามารถซื้อตั๋วแบบ Fixed Date Off Peak ได้เพียงคนละ 15 ปอนด์ ซึ่งหากไม่วางแผน เดินทะเร่อทะร่าขึ้นไปซื้อบนรถ จะกลายเป็นต้องจ่ายค่าตั๋วแพงถึง 27 ปอนด์ทีเดียว ซึ่งอันนี้เราสามารถประหยัดได้ แม้ว่าเงินปอนด์จะอ่อนค่า แต่สำหรับคนไทยก็ยังแพงมากอยู่ทีเดียวค่ะ


more on london
Premium Economy (Elite Class) Eva Air Bangkok – London (Direct Flight)
อาหารโน่นนี่ในลอนดอน
Malby Street market + druid street market, london
ร้านขนมเก่าแก่ที่สุดของลอนดอน Maison Bertaux, Soho, London
Afternoon Tea ที่เก๋มากมาย (และคุ้มมาก) ที่ The Diamond Jubilee Tea Room, Fortnum & Mason
Padella ร้านพาสต้าเส้นสด ครัวเปิด ทำใหม่ๆ ทุกๆ จานปลายสะพานลอนดอน
Shoreditch, london
Gibraltar and Implication Upon Brexit
dublin, ireland
เล่าแบบสรุป เที่ยวดับลิน เที่ยวเย็นฉ่ำแบบชาวเมือง
4 Highlights in Dublin (When it Rains, as it Usually Does)
Day-Trip from Dublin: Cliffs of Moher, Limerick, Bunratty Castle
เที่ยว The Guinness Storehouse, Dublin
Hot Chocolate First, then Fish and Chips in Dublin
belfast, northern ireland
Mini-Guide to Belfast: Love, War and Food
Yardbird, Belfast

🍀 BY OHHAPPYBEAR. all rights reserved. 🍀




Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *