Blue Lotus Hua Hin ห้องเรียนที่ทำให้เราอยากดูแลตัวเองมากขึ้น

นี่คือความแปลกใหม่ของการเที่ยวชายทะเล ดิฉันไปเรียนทำอาหารมาที่ “โรงเรียนสอนทำอาหาร Blue Lotus Hua Hin” ที่เอวาซอน หัวหิน (Evason Hua Hin) (คลิ๊กอ่านรีวิว) ซึ่งไม่ใช่การเรียนทำอาหารทั่วไป แต่เป็นการเรียนทำอาหารพลังพืช (plant-based) หรือวีแกน (vegan) คือใช้ส่วนผสมทุกอย่างมาจากพืชและผักล้วนๆ ไม่มีเนื้อสัตว์เลย ที่ได้มาคือวิธีการปรุงอาหารให้อร่อย สวยงาม และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์จากพืช วิธีการปรุงและผสมผสานพืช ธัญพืช และส่วนผสมต่างๆ ที่ได้จากพืชให้เกิดเป็นอาหารอร่อยๆ  เป็นแรงบันดาลใจให้เราดูแลตัวเองผ่านอาหารดีๆ คลีนๆ อร่อยๆ และมีประโยชน์

โรงเรียนพลังพืช Blue Lotus Hua Hin ตั้งอยู่ในรีสอร์ท “เอวาซอน หัวหิน” เลย และปากน้ำปราณที่อยู่ห่างจากหัวหินไปไม่มาก ก็ยังเงียบสงบ เหมาะอย่างแรงสำหรับคนที่หาที่สำหรับการพักผ่อนจริงจัง โดยโรงเรียนนี้มีสอนทั้งอาหารวีแกนธรรมดา คือปรุงแบบทั่วไปคือใช้ความร้อนทุกอย่างตามปรกติ และอาหาร raw cuisine หรืออาหารที่สด ไม่ปรุงผ่านความร้อน ซึ่งเป็นอาหารที่เน้นเพิ่มพลังแก่ร่างกายด้วยสารอาหารสดๆ จากผักผลไม้ ดิฉันเริ่มสนใจอาหารคลีนแบบนี้ ก็เพราะได้เริ่มกินอาหาร raw cuisine ที่อร่อยเหลือเชื่อปรุงโดยเชฟคนเก่งหลายคนหลายครั้ง เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เรียนรู้ถึงความอร่อยที่เป็นไปได้และความสดชื่นต่อร่างกายแบบเห็นได้ทันทีเวลารับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ เลยอยากจะบอกผู้ที่คิดว่าอาหารวีแกน อาหารรอไม่อร่อย ก็ขอแนะนำให้ไปหาอาหารรอและวีแกนที่อร่อยกินดู แล้วคุณจะเปลี่ยนความคิดนั้น และก็อาจจะหันมาติดใจอยากกิน อยากลองทำกินเองเป็นบ้างเหมือนกับดิฉันบ้างค่ะ

Blue Lotus Hua Hin มีคอร์สหลักๆ 2 ประเภท หนึ่งคือ workshop สามชั่วโมงสั้นๆ มีทั้งช่วงเช้าและบ่าย สามารถเลือกได้ตามเมนูหัวข้อการเรียนเช่น Bread Making and Tartines, Asian Sweets, Power Bowls, Raw Asia, Pure Energy Treats, Green Thai Cuisine, Gluten Free Pizza, และ Pure Energy Treats โดยราคาอยู่ที่คนละ 1,950 บาท ต่อคนต่อคอร์ส สามารถแวะมาเรียนได้ โดยเลือกจองตามกำหนดการที่เค้ามีบนเว็ปไซต์

แต่สำหรับคนที่จริงจัง มีเวลา และอยากใช้เวลาเรียนและพักผ่อนที่ปราณบุรีอย่างเต็มที่ โรงเรียนก็มีคอร์สยาวตั้งแต่สามวันถึงหนึ่งสัปดาห์ด้วย โดยคอร์สเบสิคที่มีตลอด ได้แก่ Pure Energy, Taste of Southeast Asia Pure and Simple ราคา US$1,250 รวมที่พักที่รีสอร์ท หรือคอร์ส Chef’s Intensive Class ระยะเวลา 3 วัน ราคา 20,000 บาท รวมที่พักที่รีสอร์ท 2 คืน และทางโรงเรียนก็จะมีการเชิญมาสเตอร์เชฟดังๆ ด้านการปรุงอาหารแบบนี้มาแจมด้วยเป็นครั้งเป็นคราว โดยหากจองเรียนกับมาสเตอร์เชฟเหล่านี้ ราคาจะอยู่ที่ US$1,500 ต่อคน รวมที่พัก 6 คืน และอาหารเช้า **ราคาทั้งหมดนี้คือต่อคนต่อห้อง ซึ่งหมายความว่าหากมาสองคนและแชร์ห้องกัน จะได้ลดราคาค่าห้องนะคะ**

ก็ปรากฏว่าตอนที่เราไปเรียน เราได้เรียนทั้งสองอย่าง มาสเตอร์เชฟที่มาคือ Jean-Christian Jury เชฟชาวฝรั่งเศสที่เคยเป็นเชฟอาหารปรกติมาก่อน แต่หลังจากหัวใจล้มเหลวสองครั้ง เค้าเลยหันมารับประทานอาหารวีแกน เชฟครูที่สอนทุกคนเป็นศิษย์เก่าเรื่องการปรุงอาหารแบบวีแกน แต่หลายคนก็เป็นเชฟแบบปรกติมาก่อน สิ่งหนึ่งที่เห็นเลยเวลาเราได้เรียนกับเชฟเก่งๆ ก็คือ ความรู้ที่เชฟเหล่านี้มักเก็บตกมาบอกต่อ Lead Instructors ของโรงเรียนที่เราได้เจอคือ Laura Castro และ Ivor Madzar คนแรกมาจากประเทศโคลัมเบีย ประเทศที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้ สาวสวยคนนี้มีประสบการณ์การทำอาหารทุกรูปแบบมากว่า 16 ปี และเธอเก่งด้านการทำขนมมากเป็น Pastry Chef มาก่อน ดังนั้นหากใครชอบกินเบเกอรี่ แล้วอยากที่จะลดการบริโภคนมเนยต่างๆ ที่เป็นส่วนผสมสำคัญขาดไม่ได้ ขอให้จองมาเรียนกับเธอคนนี้ เธอทำคุ้กกี้ที่ไม่ใส่เนย ครัวซองต์ที่ไม่ใส่เนย มาร์ชเมลโล่ที่ไม่มีไข่ขาวออกมาได้เริ่ดเรออร่อยมากๆ ที่สุด

ส่วนเชฟ Ivor เราไปตอนที่เค้าไม่ได้สอนมากนัก แต่ชาวโครเอเชียคนนี้ เป็นหนึ่งในตองอูวงการอาหารรอ (Raw) โดยมาสมัครงานนี้ก็เพราะ mentor ด้าน raw cuisine ของแอลเอ เป็นคนแนะนำมา นี่เป็นครั้งแรกที่เค้าได้มาอยู่ประเทศเขตร้อน และ “ชอบทุกวินาทีที่นี่ และขอบคุณพระเจ้าทุกวัน”

นั่งกินข้าวเย็นกันอีวอร์เล่าให้ดิฉันฟังว่า เค้าเริ่มกินอาหารแบบวีแกนมาประมาณ 6 ปีแล้ว ตอนนั้นเค้ากำลังฝึกเล่น parkour  และฝึกหนักมากๆ พอเริ่มกินวีแกน เพื่อนบอกเลยว่าเค้าต้องฝึกไม่ทันเพื่อนแน่นอนเพราะคนฝึกหนักก็ต้องกินเนื้อ เค้าว่าไว้ แต่ก็ปรากฏว่าคุณคนนี้กลับฝึกได้ดีเพราะร่างกายแข็งแรงมีพลังมากกว่าเดิม เป็นหลักฐานที่ว่าพลังพืชดีกว่าสำหรับร่างกายของเรา อีวอร์อธิบายว่า การกินพืชร่างกายจะได้รับสารอาหารเต็มๆ ตรงๆ ไม่มีการสูญเสียพลังงานให้การย่อยที่เราต้องสูญเสียไปเมื่อเรากินเนื้อสัตว์ นอกจากจะฝึกกระโดดไปมาแบบนั้นได้แบบไม่น้อยหน้าใครแล้ว อีวอร์ที่เคยมีแผ่นหลังเต็มไปด้วยสิว ก็ไม่มีอาการนั้นแล้ว สิวก็หาย ร่างกายก็แข็งแรง อีวอร์นี่รุ่นหลานนะคะ อายุยี่สิบกว่าๆ หน้าใสมากๆ อีวอร์มีแฟนเป็นมังสวิรัติ “ซึ่งดีพอแล้วสำหรับผม” ตอนนี้แฟนเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เค้าจองตั๋วกลับไปเยี่ยมบ้านบ้างไรบ้าง เพราะชอบเมืองไทยมากมาย

ในทีมครูก็มีครูหลักแล้วก็ยังมีเชฟคนไทยด้วย ซึ่งทีมเชฟไทยนี่แหละที่ทำให้อาหารที่สอนโรงเรียนนี้เด่นแตกต่างจากที่อื่น อาหารและขนมหวานของไทยหลายอย่างเป็นวีแกนแบบออริจินัลอยู่แล้ว แกงกะทิของเราที่หากไม่ใส่เนื้อสัตว์ เลี่ยงน้ำปลา งดกะปิ ก็เป็นวีแกนได้ทันที ขนมของเรา ที่ไม่มีเนยมีนม มีก็แต่กะทิ มะพร้าว แป้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เหล่านี้วีแกนล้วน เมืองไทยแม้ว่ากระแสวีแกนจะมาออกจะช้ากว่าที่อื่น แต่บ้านเราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเครื่องปรุงที่เต็มไปด้วยรสชาติ พืชผักสมุนไพรของไทยเต็มไปด้วยความหอม ดอกไม้ของเรามีสีสวยงาม ฝรั่งมานี่คือสวรรค์ ใบเตยเอย ตะไคร้เอย อัญชัญเอย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้อาหารวีแกนที่ทำที่นี่ทั้งอร่อย ดีมีประโยชน์ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ทั้งนั้น

ก็เพราะมาเข้าคอร์สเรียนช้ากว่าชาวบ้าน (คือมาวันพฤหัส ซึ่งเป็นปลายคอร์ส) ซึ่งโดยปรกตินักเรียนที่มาเรียนคอร์สหนึ่งสัปดาห์ เค้าจะต้องทำโปรเจคส่งพรีเซ็นต์ครูคือวันศุกร์ คนอื่นเค้าเรียนมามากกว่า เค้าทำผักดอง ผักย่าง ผักกรอบ หมักโน่นนี่ สวยมากอร่อยมาก ส่วนดิฉันขอเอาสูตรไทยที่ตัวเองชอบมาทำ มีทีมคนเก่งคือเชฟเครือวัลย์ เชฟเก่ง และเชฟเอิร์ท ทุกคนเก่งมากเรื่องการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผันแปรให้เป็นของอร่อย

แกงปูใบชะพลู คือเมนูที่ดิฉันทำส่งครู เคล็ดลับมาจากเชฟเก่ง ที่นำเนื้อขนุนอ่อนต้มจนเปื่อยมายีให้มีลักษณะคล้ายเนื้อปู เครื่องแกงตำเองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต เคล็ดลับคือใช้ครกให้มันใหญ่หน่อย คั่วเครื่องเทศให้หอม แล้วนำมาถูในครกมันจะกรอบและละเอียดง่ายกว่า ส่วนเครื่องปรุงอื่นๆ ก็พยายามหั่นให้ละเอียดๆ พริกแห้งต้องแช่น้ำก่อน ส่วนกะทิก็ขอให้ทำเอง มันไม่ยากและได้กะทิที่ดีงาม หอมอร่อยที่สุดในโลก

เคล็ดลับอีกอย่างที่ดีมากเลยคือการใช้กะหล่ำปลีม่วงมาย้อมเส้นหมี่ที่เสิร์ฟกับ “แกงปู” นั้น ต้มกะหล่ำม่วงที่หั่นแล้วก่อนซักพักนึง พอสีออกมาจนเข้มก็ให้นำน้ำนั้นมาลวก (แช่) เส้นหมี่ที่แช่น้ำจนนิ่ม เท่านั้นเอง เส้นหมี่ก็จะเป็นสีน้ำเงินออกม่วง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เส้นที่เราลวกเป็นสีน้ำเงินแล้ว หากบีบมะนาวลงไป ก็จะกลายเป็นสีชมพู น่ารักมากมาย จานนี้คือสิ่งที่ดิฉันทำกับพี่เครือวัลย์ค่ะ

คนเป็นวีแกน หรือคนเป็นมังสวิรัติ มักถูกจัดให้อยู่คนละโลกกับคนที่กินเนื้อสัตว์ แต่ในฐานะคนกินเนื้อที่ชอบอาหารมังสวิรัติ และวีแกน ดิฉันคิดว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศตัวว่าเป็นอะไรก็ได้นี่น่า จะกินเนื้อสัตว์ให้มันน้อยลงหน่อย หันมากินผักมากยิ่งขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกายมนุษย์อยู่แล้ว ที่สำคัญเมื่อรู้ว่าอาหารวีแกนสามารถที่จะอร่อย กินแล้วสดชื่นได้แค่ไหน ก็อาจจะอยากทำ อยากเรียนรู้ให้มากกว่าเดิม และแน่นอนสำหรับคนที่รักสัตว์มากมายอย่างดิฉัน การได้กินของอร่อยๆ ตรงหน้า โดยรู้ว่ามื้อนี้เราไม่ได้เบียดเบียนสัตว์เลย มันคือความอิ่มอกอิ่มใจมากมายที่สุด

Blue Lotus Hua Hin โรงเรียนสอนการปรุงอาหารพลังพืช เอวาซอน หัวหิน ติดต่อได้ที่ info@bluelotushuahin.com


🍀  สงวนลิขสิทธิ์เรื่องและภาพ | Copyright © 2017 Ohhappybear 🍀

About the author

OHB

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *