อาหารไทยอร่อยๆ ฝีมือเชฟชาวไทยที่ Siam Tea Room, Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park

ความ สนุกในการรับประทานอาหารไทยนอกบ้านในตอนนี้ น่าจะเป็นการที่เราจะได้เห็นความสวยงามและความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้แก่อาหารไทยจานต่างๆ หรือการค้นหาสูตรโบราณต่างๆ ที่เชฟคัดมาปรุงให้เรารู้จักกัน พร้อมทั้งเรื่องราวใหม่ๆ ของอาหารไทยที่คนไทยกันเองยังตื่นเต้น ร้านไทยที่ได้ค้นพบใหม่ (สำหรับเรา) ในวันนี้ก็คือ Siam Tea Room เป็นห้องอาหารไทยสไตล์ all day dining ที่โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Bangkok Queen’s Park ในซอยสุขุมวิท 22 (ซอยสายน้ำผึ้ง) ที่มีทั้งอาหารไทยสำหรับทั้งสามมื้อ แต่ก็ยังมีขนม ของว่างทั้งไทยและฝรั่งไว้บริการ ดังนั้นจะมารับประทานอาหารเป็นมื้อไทยก็ได้ หรือจะมานั่งชิลประชุมจิบชากาแฟรับประทานของกรุบกริบในบรรยากาศน่ารักๆ ของที่นี่ก็ได้เช่นกัน

หัวหน้าพ่อครัวประจำร้านนี้คือเชฟอ้น อนุกูล พูลพิพัฒน์ ที่เติบโตมากับการรับประทานและปรุงอาหารไทยกับคุณแม่และคุณยาย และน้าๆ อีกหลายคน เชฟอ้นคุ้นเคยอาหารไทยภาคกลาง แต่ความชอบและการทำงานก่อให้เกิดการเสาะแสวงหา เชฟท่านนี้เลยมีเรื่องราวอาหารไทย สูตรเมนู วิธีการทำแปลกใหม่นำมาเล่าได้เยอะมาก ทั้งสามารถปรุงอาหารได้รสและสวยงาม ตอนนี้ทางร้านมีเมนูอาหารใต้เพิ่มเติมมาเป็นพิเศษ (จนถึงปลายเดือนมิถุนายนนี้) ทั้งนี้ก็เพราะว่าอาหารใต้มักมีรสเผ็ดร้อนจากสมุนไพรไทย ที่ว่ากันว่าเหมาะมากสำหรับหน้าฝน เพราะจะช่วยทำให้ร่างกายสามารถต้านทานอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดี

เริ่มต้นกันที่เมนูอาหารใต้กันก่อน ข้าวยำขนมจีนปูฟู (Bt390++) ที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้เกิดความสวยและรสสัมผัสที่แปลกใหม่เพิ่มเติมจากข้าวยำธรรมดาที่คุ้นเคย มีการใช้ข้าวที่หุงด้วยน้ำดอกอัญชัญ (ซึ่งเชฟเล่าว่าไม่ใช่ของใหม่ที่หลายๆ คนคิด แต่เป็นครีเอชั่นไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ เลยทีเดียว) มาผสมกับขนมจีนสด รวมทั้งผักสมุนไพรมากกว่า ๑๐ ชนิดที่ผสมกันแล้วได้รสนัวแบบไทยๆ ที่ว่ากันว่ามีรสมากมายถึง ๑๐ รส (หวาน เค็ม เผ็ด ปร่า ซ่า ขม เปรี้ยว ฉุน มัน และขื่น) เช่น ดอกดาหลา ดอกเข็ม ใบบัวบก ดอกอัญชัญ ใบขมิ้นอ่อน ใบมะตูมแขกอ่อน ถั่วฝักยาวแดง ส่วนสมุนไพรที่ให้กลิ่นและรสก็มี เนื้อส้มโอ มะม่วงดิบ ตะใคร้ ข่าซอยละเอียดยิบ พริกขี้หนูสวนซอย เสิร์ฟกับของทอดเช่นถั่ว กุ้งแห้ง และเนื้อปูที่นำมายีแล้วทอดเป็นแหคลุม ซึ่งทุกอย่างต้องคลุกกับน้ำบูดู ที่ทางครัวเคี่ยวเองจากเครื่องในปลา สมุนไพร ปรุงรสแบบไทยๆ ด้วยน้ำมะขามเปียก มีรสหวาน เค็ม และหอมอร่อยมาก

เนื่องจากเป็นฤดูฝนอย่างที่กล่าว เชฟอ้นบอกว่ากบอ้วนๆ ตอนนี้น่ากินเหลือเกิน เลยจัดมาทำเป็นคั่วกลิ้งขากบ (Bt350++)ใช้สูตรเครื่องแกงแบบสับละเอียด (แทนที่จะตำแบบทั่วๆ ไป) ซึ่งเป็นการทำคั่วกลิ้งแบบโบราณ มาผัดให้หอมและฉุน ใส่กบทอดลงไป ผัดแบบคั่วแห้งๆ แต่ให้เครื่องแกงแทรกถึงเนื้อจนเข้ากัน เสิร์ฟพร้อมกับตะไคร้หั่นฝอย ใบมะกรูดซอย และขมิ้นอ่อน จานนี้เครื่องแกงฉุนและเผ็ดร้อนมาก คงถูกใจคนชอบอาหารใต้ รับประทานกับข้าวแล้วจะรู้ว่าข้าวสวยเค้าอร่อยมาก ถามก็พบว่าที่นี่เค้าไม่ได้เสิร์ฟข้าวไปงั้นๆ แต่คัดเลือกข้าวหอมมะลิจากสุรินทร์ ซึ่งก็รู้ใช่ไหมคะว่าเป็นข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในตำนานของไทย มาเสิร์ฟกันเลยทีเดียว

ส่วนแกงไตปลา (Bt280++) ที่นี่ก็มีความแปลก หนึ่งเชฟบอกว่าเป็นแกงไตปลาสงขลาสไตล์ เนื่องจากสงขลาเป็นจังหวัดภาคใต้ที่มีภูเขาเยอะ และทะเลด้านอ่าวไทยก็ไช่ว่าจะมีสัตว์ทะเลมากมายเท่าฝั่งอันดามัน ชาวสงขลาจึงมีการปรับสูตรอาหารบ้านเค้าให้เข้ากันกับวัตถุดิบที่มี ในกรณีนี้คือแกงไตปลาที่ใส่หมูและกุ้ง (แทนที่จะใส่ปลาทูหรือกุ้งแบบที่อื่น) รวมทั้งใส่ดอกเบญจรงค์ ดอกไม้ริมทางที่มีชื่อเรียกอีกมากลงไปด้วย ความเผ็ดร้อนยังอยู่ แต่ไม่มีกลิ่นหอมฉุนของน้ำและลูกมะกรูดแบบแกงไตปลาที่อื่น อันนี้เชฟบอกว่าเป็นเรื่องจงใจไม่ได้ลืมค่ะ เธอปรุงแกงนี้ตามสูตรสงขลา ซึ่งเค้าไม่ใส่มะกรูดกันนั่นเอง

จากเมนูปรกติ เราได้ลอง ยำส้มฉุนปลาสลิดฟู (180++ บาท) ซึ่งเป็นการใช้ความหมายของคำโบราณมาประดิษฐ์ยำไทยให้แปลกและสวยออกไป “ส้ม” คือเปรี้ยว และ “ฉุน” คือหอม ดังนั้นยำจานนี้จึงเป็นยำสมุนไพรที่มีมะม่วงดิบซอยเป็นเบส ผสมกับส้มโอที่มีรสหอมหวาน ผสานกับผักชีไทย ผักชีใบเลื่อย ปรุงรสด้วยน้ำส้มซ่าและผิวส้มซ่า รับประทานคู่กับปลาสลิดฟูกรอบๆ เค็มๆ หอมๆ ที่เชฟนำปลาไปทอดแล้วยีเนื้อ และนำมาทอดจนฟูอีกที และไม่ลืมเพิ่มความเก๋ด้วยการเสิร์ฟกับหมูหวาน เครื่องแนมของไทย อร่อยสดชื่นดีมากๆ

ซี่โครงหมูย่างราดพริก (210++ บาท) เป็นอีกจานที่อร่อยมาก รับประทานกับข้าวสวยนี่คือพอเลย การปรุงคือการนำซี่โครงหมูที่เนื้อเยอะหน่อย มีเนื้อติดมันหรือกระดูกอ่อน หรือซี่โครงอ่อนนี่แหละ นำไปตุ๋นกับเครื่องแกงพริกสด (รากผักชี พริกขี้หนู พริกไทย) จนเปื่อยและเข้าเนื้อ ก่อนนำไปย่างเตาถ่านไฟอ่อนและค่อยๆ บรรจงทาด้วยซอสพริกเคี่ยวน้ำตาลที่ออกหวานทำให้ซี่โครงมีความเงามันสวยงามเหมือนซี่โครงบาร์บีคิว เสิร์ฟกับพริกแห้งทอด (ดีมาก) และกระเทียมเจียวที่ให้ความหอม รับประทานด้วยกันอร่อยมาก

ของหวานไทย เชฟอ้นก็ทำเองอีกเพราะเธอเห็นและช่วยคุณยายทำมาแต่เด็ก เราได้ลอง ขนมปังปิ้งสังขยาใบเตย (180++ บาท) ซึ่งก็คือขนมปังบริยอช (ที่สูตรใส่เนยเยอะมาก) ผสมแป้งวอลนัตปิ้ง ราดด้วยสังขยาที่หอมละมุนและสีสวยมาก แต่เชฟคอนเฟิร์ม แถมยังชูสามนิ้วแบบลูกเสือเลยว่าไม่ได้ใส่สีเลยซักหยด แต่นั่งคั้นใบเตยจำนวนมากเพื่อการนี้ และยังใส่น้ำมะพร้าวอ่อนเคี่ยวลงไปในกรรมวิธีด้วยอีกต่างหาก ส่วนขนมปังแน่นอนว่ากรอบชุ่มเนยมาก และส่วนที่เป็นผงสีขาวโรยหน้านั้นไม่ใช่น้ำตาลไอซิ่งอย่างที่คิด แต่เป็นกะทิที่เค้าเอาไป freeze dry แล้วทำให้เป็นผงมาโรยจะได้ไม่ผิดคอนเซ็ปต์อาหารไทยค่ะ

Siam Tea Room เป็น all day dining มีตั้งแต่อาหารเช้า แบบข้าวต้ม ไข่อบ+เบคอน+ไส้อั่ว หรือแม้กระทั่งข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ในเมนู ส่วนมื้อกลางวันและเย็น นอกจากที่ได้กล่าวไป ก็ยังมีอาหารไทยที่ดูน่าอร่อยอีกมาก ผัดไทย แกงต่างๆ มัสมั่น ผัดกระเพราก็มี ทั้งหมดเมนูแชร์พื้นที่กันกับขนมอบ ขนมไทย แซนวิช เครื่องดื่มแบบไทยฝรั่งกรุงกริบ สามารถมานั่งรับประทานอาหารได้ นั่งประชุมได้ สบายและสวยงามดีค่ะ

The ambiance and baked goodies at Siam Tea Room, Marriott Marquis Bangkok.
Siam Tea Room (Facebook)โรงแรม Marriott Marquis Bangkok Queen’s Park, Sukhumvit 22, Open Daily: 7am-11pm. T: 02-059-5999.  Click for map. click for website.

 


🍀  สงวนลิขสิทธิ์เรื่องและภาพ | Copyright © 2003 – Present BY OHB Magnificent 🍀

About the author

OHB

View all posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *