ไกด์เที่ยวเบลฟาสต์ Mini Guide to Belfast – on Love, War and FOOD :D

บอกเลยว่าสงครามกลางเมืองที่มีต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ระหว่างไอร์แลนด์เหนือ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ไม่สามารถทำอะไรคนไอริชได้ เพราะจากที่ไปเที่ยวมาหลายวันเราพบว่า อดีตที่ขมขื่นและทุกย์ยากลำบาก ไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไอริชเป็นพวก bitter อารมณ์ร้ายใจขุ่นมัว เฉกเช่นที่มักถูกกล่าวหาไว้ในวรรณคดี แม้กระทั่งการลักพาตัว การไล่ล่ายิงกัน เรื่องปรกติของเมืองที่กลายมาเป็นภาพยนตร์หลายเรื่องที่ช่วยสะท้อนแบรนด์ด้านลบของภูมิภาคนี้ ก็ยังทำอะไรกับนิสัยน่ารักๆ ของมนุษย์เบลฟาสต์ไม่ได้ เพราะทั้งสี่ห้าวันที่เราได้ไปนั้น บอกเลยว่าคนเมืองนี้น่ารักมาก เมืองมีความสวยงามมาก แถมอาหารการกินก็ดีงาม ของดีอร่อยมาก ทำเอาติดใจกลายเป็นอีกเมืองที่คิดว่าอยากกลับไปอีก ซึ่งหากใครกำลังจะไปอังกฤษแล้วเบื่อๆ อยากไปที่ใหม่ๆ ใกล้ๆแถวนั้นบ้าง ก็ขออนุญาตขอแนะนำเบลฟาสต์ค่ะ

ต้นทางการเดินทางจากดับลินของเราคือสถานี Dublin Connolly  ปลายทางคือ Belfast Central ค่าตั๋วประมาณคนละ 30 ยูโร และใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ นั่งชมวิวริมทางมาได้เพลินๆ

ด้านล่างคือโรงแรมที่เราไปพักนะคะ Jurys Inn Belfast เครือเดียวกันกับ Jurys Inn Dublin Parnell Street ตอนจองเห็นว่าเครือนี้มีโรงแรมในยุโรปแถวอังกฤษมากเลย ก็ปรากฏว่าดีใช้ได้ค่ะ ห้องที่เบลฟาสต์มีขนาดใหญ่กว่าที่ดับลินมาก แต่เหมือนเดิมคือโรงแรมในยุโรปมักจะไม่มีอะไรให้มากนักนอกจากของจำเป็น และที่แย่สำหรับที่นี่คือ ห้องนอนไม่มีแอร์ หรือเป็นเพราะว่าเป็นตึกเก่าก็ได้ โชคดีว่าอากาศไม่ร้อนมาก เลยไม่ต้องเปิดหน้าต่างนอน เพราะโรงแรมกลางเมืองแบบนี้ สะดวกดีก็จริง แต่ได้เสียงถนนเต็มๆ

 เราอยู่เบลฟาสต์กัน 4 คืนค่ะ ด้านล่างคือแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวของเบลฟาสต์ และตัวเมืองมาให้ดูคร่าวๆ

จากแผนที่จะเห็นว่า โรงแรมเราอยู่ใจกลางเมืองค่อนมาทางทิศตะวันตก แต่สามารถเดินตรงมาถึงแม่น้ำสายหลัก ซึ่งระหว่างทางคือดาวน์ทาวน์ เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ช็อปปิ้งนะคะ

แผนที่นี้ขอร่ายถึงสถานที่ท่องเที่ยวก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้บอกเลยว่าเป็น must-sees นะคะ คือต้องไปให้ได้หากได้ไปเบลฟาสต์
The Grand Opera House Belfast
Titanic Belfast
Waterfront + Big Fish
Belfast City Hall
Graffiti
Spirit of Belfast
Queen’s University + Botanic Garden + Ulster Museum

ส่วนแผนที่แผ่นที่สองนี้คืออาหารอย่างเดียวว่าเราได้ไปกินอะไรมาบ้าง พบว่าเบลฟาสต์เป็นเมือง foodie เลยนะคะ อาหารดีอร่อยและเก๋กว่าอาหารในดับลินเยอะมาก ไม่อยากจะเชื่อเลย ?

The Crown Liquor Saloon 
St. George’s Market Belfast + Belfast Bap 
Home Restaurant 
Robinson & Cleaver 
Mourne Seafood Bar 
Yardbird + The Dirty Onion 
ไปเที่ยวนอกเมืองกันบ้างนะคะ ไป The Dark Hedges, Giant’s Causeway, Carrick-a-rede rope bridge และ Dunluce Castle

ซื้อทัวร์ไปง่ายดี ไม่ต้องเช่ารถอะไร ดังที่เห็นในแผนที่อันสุดท้ายนี่

ออกจากเบลฟาสต์ก็ขึ้นเหนือเลยค่ะ แต่ละที่ๆ ไปนี่คือต้องเป็นแฟนของ Game of Thrones มากๆ คือไปแวะ Dark Hedges ตามด้วย Dunluce Castle และ Giant’s Causeway และจบลงที่ Carrick a Rede Rope Bridge ซึ่งบอกเลยตอนนี้ว่าฝนตกตลอดทาง

สำหรับคนที่เพิ่งมาอ่านโพสต์อันนี้ สามารถย้อนกลับไปอ่านเรื่องของเราทั้งทริปนี้ได้ตามลิงค์นะคะ ทริปนี้ของเราคือ ดับลิน -> เบลฟาสต์ -> และลอนดอน ค่ะ

เล่าไปเรื่อยๆ ละกันนะคะ แต่จะพยายามแบ่งเป็นกลุ่มก้อนตามแผนที่ เผื่อว่าจะได้นำไปใช้ได้ง่ายขึ้น เพราะเวลาอาจจะมีไม่เท่ากัน

เราสองคนเป็นพวกรักสบายกันมากนะคะ ลงจากรถไฟปุ๊ป ก็นั่งแท็กซี่เข้าโรงแรมก่อนเลย และมักจะกะเวลาเดินทางไปพร้อมๆ กับมื้ออาหารเสมอ เรามาถึงเบลฟาสต์บ่ายต้นๆ (ออกจากดับลิน 11.20 หลังข้าวเช้าสบายๆ มาถึงเบลฟาสต์ 13.25 พอดีมื้อเที่ยง 🙂 จุดมุ่งหมายแรกของเราก็จึงเป็น The Crown Liquor Saloon ผับที่เก่าแก่มากของเมือง

ดูหน้าตาของร้าน ก็น่าจะพอเดาออกว่าทำไมร้านนี้ถึงดังมาก คนกรี๊ดมาก

ก็เพราะมันสวย มันเก่า มันออริจินัล และยังคงอยู่ ที่นี่คือจินผับสไตล์วิคตอเรียร้านที่สุดท้ายที่ยังคงอยู่ในโลกนะคะ ร้านนี้ตั้งมาหลายร้อยปีแล้ว และถูก refurbished ไปก็หลายครั้ง เปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของก็มาก แต่ทุกคนที่มาทำก็คือรู้ดีเลยว่าอะไรคือทำให้ผับแห่งนี้ยังคงอยู่ ก็คือความดั้งเดิมของแท้ของสถานที่นั่นเอง

พอพูดถึงว่าเป็น Gin Pub แบบวิคตอเรีย ก็คงต้องกล่าวถึงสมัยที่เรียกว่าสมัยวิคตอเรีย ซึ่งหมายถึงพระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษ คือพระนางครองราชย์สมัยระหว่างปี ค.ศ. 1837 – 1902 รัชกาลที่ ๓, ๔ และ ๕ ของไทยคืออยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1824 – 1851, 1851 – 1868 และ 1868 – 1910 ตามลำดับ พระนางวิคตอเรียจัดได้ว่าเป็นกษัตริย์ที่มีบทบาทมากมายในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ โดยเฉพาะในเรื่องการขยายอาณานิคมของอังกฤษไปทั่วโลก รวมทั้งความพยายามที่จะรวมไอร์แลนด์ทั้งหมดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร รวมทั้งการเฟื่องฟูของศิลปะ วัฒนธรรมของอังกฤษ เนื่องจากการขยายอาณานิคมเหล่านั้น การรับเอาอิทธิพลจากตะวันออก เอเชีย เข้ามาในอังกฤษอีกด้วย

ก็เลยเป็นว่าศิลปะแบบวิคตอเรียนี่เฟื่องฟูอู้ฟู่มาก หากพูดกับนักประวัติศาสตร์ศิลป์ เค้าจะพูดถึงยุคนี้เป็นยุคที่ทุกอย่างต้องตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ต้องมีงานแกะสลัก จัดให้สวย มือจะอยู่นิ่งๆ หรือจะใช้ของต่างๆ พื้นๆ แต่เพียงหน้าที่ของมันคงไม่ได้ และเนื่องจากเบลฟาสต์เป็นเมืองอีกเมืองหนึ่งที่พระนางใช้แสดงออกถึงฐานานุรูปของสหราชอาณาจักร เมืองนี้ก็เลยกลายเป็นอีกเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องสวยงามมาก ซึ่งของสวยๆ ทั้งหมดของเมือง บอกเลยว่าสร้างขึ้นในสมัยของพระนางทั้งนั้น จึงเห็นว่าชื่อถนน ชื่อสแควร์ของที่นี่ คือชื่อวิคตอเรียแทบทั้งหมด ต่อมาสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 30 ปี ได้ทำลายของสวยๆ งามๆ ของที่นี่ไปมาก แต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่ให้ชมในย่านเมืองเก่า บอกเลยว่าสวยงามมากมายจริงๆ

พูดมาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า The Crown Liquor Saloon แม้จะถูกซ่อมบำรุงไปหลายรอบแล้ว ก็ยังเป็นผับที่คงความงามแบบเก่าแก่ ให้ความขลังมากมายอย่างที่เห็น เสาแบบ Corinthian ที่มีการแกะสลักทุกอณู ไม้กรุกำแพง และเพดานที่ล้วนแล้วแต่ใช้ฝีมือ รวมทั้งหน้าต่างกระจกลงลายลงสีละเอียดละอออย่างที่เห็นในภาพ

บอกเลยว่าเราสองคนโชคดีมาก คนในร้านแน่นมากๆ แม้ว่าจะเป็นเวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว ผับที่นี่คนเค้าพาเด็กมาด้วยนะคะ คือใส่รถเข็นมา พ่อแม่ก็มานั่งกินข้าว ดื่มชิลกันไป คือเนื่องจากหิวกันมาก เดินเข้าไปปุ๊ปมองหาพนักงาน (ที่หายากมาก) เลยทันที “Two for lunch, please.” สุดหล่อของดิฉันแทบจะจับแขนคุณพี่พนักงานที่พอดีเดินผ่านมา นางใจดีมาก บอกให้เราสองคนไปแชร์ private snug หรือห้องส่วนตัวกับฝรั่งอีกสองคนที่นางกระซิบว่า “อีกไม่นานก็ไปแล้ว” แล้วก็จริงด้วย พอเรามานั่งปุ๊ป สองคนนั้นก็เก็บข้าวเก็บของแล้วก็พยักหน้าให้เราแล้วจากลา แต่ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีลูกค้าอีกสองราย ยื่นหน้าเข้ามาขอนั่งกับเรา ทำเอาคุณน้าพนักงานคนที่พาเรามานั่งไม่พอใจ มาบอกให้เราย้ายที่ทันที นางไปจัดห้องส่วนตัวอีกห้องให้ทั้งๆ ที่มีคนยืนกันอยู่ด้านนอกอย่างแน่นร้านแตก แถมระหว่างเช็ดโต๊ะ เอามือจัดเรียงช้อนซ่อมให้อยู่ตรงตามมาตรฐานส่วนตัวอยู่นั้น นางก็กำชับเราสองคนอีกด้วยว่า “นี่ๆ หากมีคนมาจะขอนั่งด้วยอีก ก็บอกไปได้นะว่ามีเพื่อนจะมานั่งด้วย โอเคมั๊ย”

บอกเลยว่านางได้ทิปจากเราไปอย่างงาม ?

ไหนๆ มาแล้ว ก็จะขอรีวิวอาหารร้านนี้ซักหน่อย ผับขายเหล้า เบียร์​ จิน มากมายๆ เบียร์ที่นี่เค้าขายเป็นแก้ว ทั้งครึ่งไพน์ และเต็มไพน์ เราเป็นพวกไม่ดื่มกันทั้งสองคน น้าเลยแนะนำ “ครึ่งไพน์” ให้มาแบ่งกัน จากนั้นก็น้ำอัดลมโลด สำหรับคนที่ชอบดื่ม ส่วนอาหารก็เป็นแบบอาหารฝรั่งธรรมดาๆ ที่เราสั่งมาก็รสชาติโอเคอยู่ จัดมาดูน่ากินๆ จานโตๆ อย่างที่เห็นนะคะ ที่สั่งคือ CROWN ULTIMATE BURGER และ HUNTERS CHICKEN

รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับผับแห่งนี้ รวมถึงเมนูอาหารและเครื่องดื่ม มีที่นี่ค่ะ

Go to Top

หลังกินข้าวเสร็จและถ่ายรูปผับสวยๆ แห่งนี้ไปจนเมื่อยนิ้ว เราก็ได้แต่เดินเตร็ดเตร่ย่อยอาหารแถวๆ โรงแรมกันนะคะ ตรงข้ามโรงแรมเราคือ the Grand Opera House Belfast อีกที่นึงที่สวยและเก่าแก่มาก อ่านมาจากเว็ปมาเหมือนว่าเค้าจะมีทัวร์ แบบให้เดินเที่ยวหากไม่มีเวลาเข้าไปดูละครเต็มเรื่อง ก็เลยลองเข้าไปถาม ปรากฏว่า เค้ามีทัวร์จริงๆ ด้วย “But it’s all fully booked.” พนักงานที่หนวดโง้งสวยมากบอกกลับมา เสร็จแล้วพูดตามมาด้วยว่า “But if you come back tomorrow and be nice to people around here, may be they’d be able sneak you guys in for a private tour!”

นี่คือใจดีและน่ารักมาก พูดไปเอามือรีดกลีบหนวดตัวเองไป แถมทำหน้าตาระยิบระยับกลับมา แบบรอให้เราพูดอะไรกลับไป พนักงานอีกคนที่อยู่ตรงนั้น หัวเราะดังมาก แล้วพูดขึ้นมาว่า “I… I would be around here tomorrow. Why don’t you come back at around 10am?”

ปรากฏว่าวันที่นัดกันนั้น เราออกไปเดินเล่นกันไกลมาก กลับมาก็บ่ายสามโมงเลยเวลานัดมากๆ แล้ว แต่ยังขอลองแวะเข้าไปดูว่ายังสามารถเข้าไปชมโรงโอเปร่าได้ไหม เจอกันกับพ่อหนุ่มหนวดงาม เธอทักทันทีว่า “ชั้นนั่งดูนาฬิกาทั้งวันเลยนะวันนี้” หลังจากขอโทษขอโพยเสร็จเรียบร้อย เธอโบกมือให้เราตามมาด้านในของโรงละครที่เก่าแก่มากที่สุดของเมือง คือเปิดม่านเล่นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1895 และเป็นโรงละครที่ได้ต้อนรับนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมายจากทั่วโลกมา เห็นได้ชัดว่าคนเบลฟาสต์ชอบละครและศิลปะต่างๆ มากมาย อาจจะเป็นเพราะว่าคนน้อย รถไม่ติดตะพืดตะพือเหมือนบ้านเราก็ได้ ทำให้คนที่นี่เค้ายังพอมีเวลาจะทำอย่างอื่นสนุกๆ นอกจากขับรถไปทำงาน เดินห้างวันหยุดกันบ้าง จึงทำให้บรรดาร้านอาหารต่างๆ ในเบลฟาสต์มีสิ่งที่เรียกว่า Pre-theatre menu ซึ่งเป็นชุดมื้อเย็น ให้รับประทานก่อนไปดูละคร ซึ่งมักเริ่มประมาณหนึ่งทุ่มเป็นต้นไป ซึ่งสำหรับคนที่ไม่มีคิวดูละคร ก็ไปรับประทานได้นะคะ ราคาจะดีทีเดียว เมื่อเทียบกับดินเนอร์แบบปรกติ

การตกแต่ง รายละเอียดภาพวาดและเครื่องประดับที่ใช้ใน Grand Opera House Belfast นี่ก็สะท้อนให้เห็นยุคเห็นสมัยของพระนางวิคตอเรียเช่นกัน คนที่ออกแบบคือนาย Frank Matcham สถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากเรื่องการออกแบบโรงละคร โดยจุดเด่นของโรงโอเปร่าในเบลฟาสต์นี้ก็คือการนำผลไม้จากเอเชีย หรือที่คนอังกฤษเรียกว่า the Far East เช่นสับปะรด รวมทั้งหลังคาแบบโดมหัวหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย มาใช้ในการออกแบบที่นี่ด้วย

Go to Top

Belfast Riverfront + Titanic Belfast

 หากดูแผนที่จะเห็นว่าเบลฟาสต์ไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตอะไรมากนัก สามารถเดินเรื่อยเปื่อยเล่นได้ตามที่ชอบ วันต่อมา ซึ่งเป็นวันเสาร์พอดี เราเลยตื่นสายๆ หน่อย แล้วเดินไปหาอาหารเช้ากินที่ตลาด St George’s ที่หากเปรียบกับลอนดอน ก็จะเป็นประมาณ Borough Market เพราะเป็นตลาดเก่าแก่ ตลาดหลัก และเป็นตลาดที่ถูกโหวตให้เป็นตลาดดีเด่นแห่งหนึ่งในอังกฤษ แถมไม่นานมานี้ ยังเป็นตลาดที่อยู่ในความสนใจของ Jamie Oliver ในการจัดอันดับของตลาดที่ดีที่สุดรอบอังกฤษอีกด้วย

ก็เพราะว่าเป็นตลาดที่เก่ามาก (สร้างเสร็จปี ค.ศ. 1896) ตลาดเซ็นต์จอร์จเลยต้องผ่านการซ่อมแซมบูรณะหลายรอบ สามารถดูภาพเก่าๆ ของตลาดแห่งนี้ได้ตรงกำแพงด้านข้าง

Belfast Bap อาหารเช้าของเรานะคะ Belfast Bap คือขนมปังก้อนกลมๆ ที่ด้านบนมีความไหม้ๆ นิดหน่อยตามภาพ สมัยที่ไอร์แลนด์เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารในช่วงที่เรียกว่า Great Famine ที่เกิดขึ้นเพราะมันฝรั่งที่ปลูกมากเป็นอาหารหลักของประเทศเกิดโรคระบาด ทำให้ไม่มีอาหารกินเลย คนในประเทศส่วนใหญ่อดอยากกันมาก และต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอื่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เคยเล่าไปแล้ว Belfast Bap หรือขนมปังราคาถูกอันนี้ เป็นสิ่งที่คนต้องหันมากินเพื่อประทังชีพ Belfast Bap ถูกคิดทำขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนักอบขนมที่ชื่อ Bernard (the Bap) Hughes ที่นำเอาแป้งถั่วที่ยังพอมีในช่วงนั้น มาประยุกต์ทำเป็นขนมปังให้คนได้มีอาหารกิน ต่อมาขนมปังชนิดนี้เป็นที่นิยมมากๆ จนนักอบขนมคนนี้เลยกลายเป็นฮีโร่ของไอร์แลนด์คนหนึ่ง ร้าน Belfast Bap ในตลาด St George’s มีขนมปังให้เลือกสามแบบ คือ Belfast Bap, ขนมปังโซดา และขนมปังมันฝรั่ง ส่วนไส้ที่เห็นก็มี black pudding (ไส้กรอกเลือด หน้าตาเหมือน Haggis) ไส้กรอกธรรมดา ไข่ เบคอน ราดซอสสีน้ำตาลรสชาติหวานๆ นิดหน่อย มีความคล้ายซอสบาร์บีคิว สามารถเลือกได้ว่าจะเอาอะไรบ้าง คือไม่กินไส้กรอกเลือดนะคะ เลยได้เบคอนมาอย่างพูน ใกล้ๆ กันมีร้านกาแฟของลุงคนนี้ ทั้งหมดนี้เลยกลายเป็นมื้อเช้าที่อร่อยมากของเรา

วันเสาร์ตลาด St George’s เป็นตลาด “City Food and Craft” เปิด 9.00 – 15.00 น. เลยมีทั้งอาหารและของกระจุกกระจิกขาย รวมทั้งงานแฮนเมด ของเก่า เสื้อผ้า เครื่องประดับก็มี ก็เหมือนตลาดวันหยุดทั่วไปคือ ที่ยิ่งสายคนยิ่งเยอะ

Go to Top

ยิ่งเดินมาถึงริมแม่น้ำ เราก็จะเห็นตึกสวยๆ มากมาย ซึ่งตึกเหล่านี้แน่นอนว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระนางวิคตอเรีย คนขาย Belfast Bap บอกเลยว่าเมื่อก่อนมีตึกสวยๆ เยอะกว่านี้มากเลยในเบลฟาสต์ “แต่ก็ถูกระเบิดไปบ้าง กลายเป็นเหยื่อสงครามไปบ้าง”

หากฝนไม่ตกอย่างวันนี้ เดินเล่นสนุกมากและไม่เหนื่อย เราเดินข้ามแม่น้ำไปไกลจนถึงTitanic Belfast อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมือง

ก็เพราะเบลฟาสต์มีโลเคชั่นที่เหมาะกับการต่อเรือมาก เป็นเมืองอยู่ริมน้ำ แถมยังใกล้ทะเลอีก ทำให้อุตสาหกรรมการต่อเรือเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมือง และแน่นอนว่าในเมื่อเป็นเมืองที่ต่อเรือขนาดใหญ่ยักษ์อย่าง Titanic ได้ และเรื่องราวของ Titanic เป็นเรื่องราวที่คนรู้จักกันไปทั่วโลก Belfast Titanic ซึ่งว่าไปก็เป็นสถานที่เที่ยวใหม่ เพราะเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็เลยกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนมาเที่ยวเมืองนี้

เรือ RMS Titanic เป็นเรือขนาดใหญ่ยักษ์ที่บริษัทเดินเรือ White Star Line ของอังกฤษสั่งให้บริษัทต่อเรือ Harland & Wolff ของเบลฟาสต์เป็นผู้ออกแบบและผลิต ซึ่งเรือไททานิค เป็นเรือหนึ่งในซีรีย์ Olympic Class ของบริษัท และมีขนาดใหญ่ที่สุด เรือไททานิคมีความยาว 269 เมตร กว้าง 28.19 เมตร  สูง 32 เมตร และมีชั้นทั้งหมด 10 ชั้น จากท้องเรือถึงดาดฟ้า นอกจากขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเรือโดยสารยุคโน้นแล้ว ไททานิค (ซึ่งได้ชื่อมาจากเทพนิยายกรีก Titan ที่แปลว่า มหึมา) ยังเป็นเรือที่มีเทคโนโลยีและความสวยงามภายในที่ดีเลิศที่สุดในยุค เรือถูกสร้างเสร็จและทดลองแล่นในทะเลเมื่อวันที่ 2 เมษายน 1912 จากนั้นในวันพุธที่ 10 เมษายน 1912 เรือไททานิคก็ออกเดินทางเป็นครั้งแรก (maiden voyage) จากเมือง Southampton ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ จุดหมายปลายทางคือนิวยอร์ค ท่าที่ 54 มีกำหนดถึง 17 เมษายน 1912 แต่เรือได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่นอกชายฝั่งอเมริกาในคืนวันที่ 15 เมษายน เป็นสาเหตุให้เรือที่ได้รับการขนานนามว่า unsinkable จมลง และผู้โดยสารเสียชีวิตไปกว่า 1,500 คน

หลังจากอุตสาหกรรมต่อเรือของเบลฟาสต์เริ่มถดถอย บริษัทต่อเรือ Harland & Wolff ก็ต้องผันตัวไปทำกิจการก่อสร้างอื่นๆ และทิ้งให้อู่ต่อเรือตรงย่านนี้เงียบเหงา กลายเป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์ ต่อมาองค์การท่องเที่ยวของเบลฟาสต์จึงคิดไอเดียว่าจะนำพื้นที่ตรงนี้มาทำเป็นมิวเซียม เป็นอนุสรณ์สถานให้กับเรือไททานิค และอุตสาหกรรมต่อเรือที่เป็นหลักในอดีตของเมือง จึงมีโครงการ Titanic/Maritime Belfast ที่บูรณะพัฒนาพื้นที่อู่ต่อเรือตรงนี้ขึ้นมา เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว กลายเป็นโปรเจคใหญ่ที่สุดของเบลฟาสต์ และอังกฤษ เพราะใช้เงินลงทุนไปมากกว่า 77 ล้านปอนด์ โดยส่วนใหญ่เป็นเงินภาษีของประชาชน

ก็เหมือนหลายๆ ที่ในโลก ที่การพัฒนาการก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ มักได้รับการต่อต้าน เพราะตอนแรกเริ่มชาวเบลฟาสต์ก็ไม่ได้รู้สึกยินดีอะไรมากนักกับการสร้างตึกขึ้นมาด้วยเงินมากมายขนาดนั้น แต่ปรากฏว่า เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะสร้างจากคอนเซ็ปต์ที่ดี มีเรื่องราว และสามารถเล่าเรื่องที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ และเป็นเรื่องของเบลฟาสต์แท้ๆ ได้อย่างดีมาก จนแม้แต่คนที่ที่เคยไม่เห็นด้วยกับโปรเจคนี้ยังเอ่ยปากชมด้วยความภูมิใจ

ค่าเข้าแพงหน่อย คือคนละ 18 ปอนด์ สามารถซื้อออนไลน์ที่ดูแล้วน่าจะมีลดราคา แต่บอกเลยว่าเป็น 18ปอนด์ที่คุ้มมาก เค้าทำดีมากๆ ดีมากกว่า Guinness ที่ดับลินที่ชาร์จ 20 ยูโรมาก ด้านล่างเป็นวีดีโอคอนเซ็ปต์การออกแบบตึกแห่งนี้ โดยสถาปนิก Eric Kuhne จากรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา (บอกแล้วว่าเค้ารักกัน)

ด้านใน Titanic Belfast มีทั้งเรื่องราวของเมืองเบลฟาสต์ในยุคที่อุตสาหกรรมการต่อเรือเฟื่องฟู ไปเรื่อยๆ จนถึงเรื่องราวของเรือลำประวัติศาสตร์นี้ ไปเรื่อยๆ จนถึงรายละเอียดต่างๆ การตกแต่ง การออกแบบ ผู้โดยสาร การออกเดินทางครั้งแรก จนมาถึงวาระสุดท้าย ต่อเนื่องด้วยการค้นพบซากเรือ ที่ทำได้ยากลำบากมาก เพราะเรือจมอยู่ลึกมากเกือบ 4,000 เมตร ใต้ทะเล มีแรงดันจากน้ำมากมายทำให้การกู้ซากเรือเป็นไปไม่ได้ แต่ต่อมามีการนำเอาเรือสำรวจเข้าไปส่องซากเรือได้ และมี  footage ให้ดูในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

นอกจากเรื่องราวรายละเอียดมากมายๆ แล้ว ที่น่าสนใจมากสำหรับการมาชมที่นี่ก็คือ การได้นั่ง  simulator เข้าไปชมกระบวนการการต่อเรือ ที่ใช้แรงงานสาหัสมาก ทั้งการตีเหล็กร้อนๆ การใช้แรงงานท่ามกลางการก่อสร้างที่อันตราย จนมีคำกล่าวในหมู่ชาวต่อเรือว่า “He’s over on another yard.” ซึ่งจะหมายถึง graveyard ไม่ใช่ shipyard แล้ว

ใน Titanic Belfast มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่ใช้จานชามช้อนซ่อมย้อนยุค ให้นึกถึงวันเวลาของไททานิค ด้านนอก มีให้ชมเรือ SS Normadic ที่เป็นเรือเซอร์วิสของไททานิค ที่ยังถูกเก็บรักษาไว้ได้ในสภาพดีอย่างไม่น่าเชื่อ

Go to Top

 อาหารเที่ยง หรือบ่ายของเราวันนั้นที่ Mourne Seafood Bar ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ

คือก่อนมา ได้อ่านมามากมายว่า เบลฟาสต์เป็นเมืองอาหาร มีร้านมิชลินกระจายอยู่มากมาย แต่บอกตรงๆ ส่วนตัวเบื่อคำว่ามิชลินมาก อยากกินอาหารธรรมดาๆ ที่อร่อยๆ ที่ไม่ต้องจอง ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องทำตัวเป็นผู้รู้อะไร คือไปแบบกินข้าวกันสบายๆ พอค่ะ

อาหารทะเลจานพูนๆ พร้อมเบียร์ แบบนี้ หากเป็นลอนดอนจะต้องเตรียมไปอย่างน้อย 100 ปอนด์นะคะ แต่ที่นี่คือ 45 ปอนด์เท่านั้น ที่สำคัญอาหารอร่อยมาก honest, straightforward สั่งเบียร์ดำ และ Belfast Ale มากันระหว่างรอค่ะ มีป้ายบอกปริมาณแอลกอฮอล์ในเบียร์แต่ละชนิดด้วย เราสั่งกันคนละสองคอร์สนะคะ อาหารง่ายๆ แต่อร่อยมากๆ ทุกอย่าง

Mourne Seafood อยู่ในดงช็อปปิ้งของเบลฟาสต์ รายล้อมไปด้วยตรอกเล็กซอกน้อยที่มีกราฟฟิตี้ประดับตามแบบฉบับ กินเสร็จ ก็ได้เวลาเดินเตร็ดเตร่ดูโน่นดูนี่กันไป แถวนี้มีห้างใหญ่ๆ สองห้าง คือ Belfast Court Shopping Center และ Victoria Square Shopping Center ศูนย์กลางของย่านช็อปปิ้งมีสิ่งที่เรียกว่า Spirit of Belfast ที่รายล้อมไปด้วยร้านรวงตามถนนแบรนด์เนมอยู่มาก และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนสามารถมาแสดงดนตรีเปิดหมวกได้ วันที่ไป มีนักเรียนดนตรีมาร้องโอเปร่า นั่งฟังแล้วเพราะดีจัง

Go to Top

วันต่อมาถึงคิวออกนอกเมืองบ้างไรบ้างนะคะ

ตอนอยู่ดับลินเราซื้อทัวร์จาก Irish Rail ไปเที่ยวนอกเมือง พอมาเบลฟาสต์ เราก็ซื้อทัวร์ออกนอกเมืองเหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นรถทัวร์ค่ะ

ทัวร์สมัยนี้ อย่างที่บอกเลย ว่าสามารถจองได้ทางเน็ต อ่านรีวิวจนพอใจแล้วจองได้ ทุกอย่างมาทางอีเมล์ เมื่อถึงเวลาก็ไปเจอกันตามที่มีรายละเอียดแจ้งมา

ทัวร์ของเราคราวนี้ เป็นทัวร์รถบัสเต็มวัน ขึ้นเหนือไปสุดๆ ของเกาะไอร์แลนด์เลย ไปแวะดู The Dark Hedges, Giant’s Causeway, Carrick-a-rede rope bridge และ Dunluce Castle ทัวร์ที่มีโปรแกรมเช่นเดียวกันมีเยอะมาก อันนี้ของ Finn Tours ซึ่งราคาถูกมาก แต่กลับได้รีวิวดีมากๆ จากลูกค้า เราเลยจองอันนี้นะคะ จองเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่าตนนั้นเป็นมนุษย์เมารถทัวร์มาก เลยอีเมล์ไปบอกเค้าว่า ขอที่นั่งด้านหน้ารถหน่อยนะคะป้าเป็นโรค motion sickness ปรากฏว่านอกจากจะตอบกลับมาว่า “จริงๆ พวก motion sickness นี่น่าจะนั่งกลางรถนะ” แล้ว พอวันไปจริง คนขับประกาศชื่อเราสองคน แล้วบอกเลยว่า จองที่นั่งด้านหน้าสุดวีไอพีไว้ให้

เห็นมั๊ยคะ ว่าคนไอริชแถวนี้ น่ารักมาก คงไม่ต้องบอกนะคะว่าหัวหน้าทัวร์คนนี้ได้ทิปไปอย่างงามอีก ? ที่ชอบพูดมาว่าให้ทิปคนนี่ เป็นนิสัยที่ติดมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนะคะ แล้วก็คิดเอาเองว่า คนที่ทำงาน ตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตัวเอง หน้าตายิ้มแย้มทำให้เรามีความสุขนั้นเนี่ย สมควรอย่างมากเลยที่จะได้เงินพิเศษจากเรา อันนี้คิดเอาเองว่าเป็นการทำบุญที่ดีมากๆๆๆ มากว่าการไปให้เงินวัดแล้วขอโน่นขอนี่เป็นการตอบแทนอีกนะคะ อันนี้คนทำงานได้กำลังใจ และคนให้ก็มีความสุขทันที ไม่ต้องรอชาติหน้าหรืออย่างไร

นั่งรถทัวร์เที่ยวกับพวกเด็กๆ ต่างชาติทั้งหลายนะคะคราวนี้ จุดแรกที่หยุดคือ The Dark Hedges ถนนเส้นที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งในไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นฉากในหนัง  The Game of Thrones ต้น Beech ที่ถูกปลูกสองข้างทางนี้เก่าแก่มากกว่าสองร้อยปีแล้ว ถูกปลูกขึ้นให้ครึ้มสวยเพื่อให้ถนนทางเข้าบ้านของตระกูล Stuart  สวยงามเป็นที่น่าประทับใจของแขกผู้มาเยือน และสองร้อยปีถัดมา และถนนเส้นสั้นๆ นี้ก็ยังสวยมาก แม้ว่าต้นไม้เก่าแก่หลายต้นจะตายไปแล้วตามอายุ และก่อนทริปของเราครั้งนี้ ก็ได้ข่าวมาว่ามีฟ้าผ่าทำให้ต้นไม้ตายไปอีกหลายต้นเหมือนกัน รถทัวร์ปล่อยให้เราเดินถ่ายรูปเล่นซักพัก แล้วค่อยๆ แล่นมารับเก็บพวกเราขึ้นรถต่อไป สองข้างทางก็เป็นทุ่งนาสวยงาม ย่านนี้อยู่ใกล้เมืองที่ชื่อว่า Ballymoney ในย่าน Antrium County ของไอร์แลนด์เหนือ

ถ่ายรูปกันพอสมควร โชคดีว่ารถเราไปเช้านะคะ เพราะหลังจากที่เราเดินเล่นกันไม่นาน รถทัวร์อีกหลายคันมากก็มาจอดส่งนักท่องเที่ยวเหมือนกัน บอกเลยว่าลงมาจากรถแล้วให้รีบวิ่งไปกดถ่ายรูป มิฉะนั้นจะได้แผ่นหลังนักท่องเที่ยวมาเยอะมาก

จุดที่สองที่หยุด ก็คือ Dunluce Castle สมัยศตวรรษที่ 13 ตอนนี้มีสภาพเป็นแบบนี้ อยู่ใกล้ทะเลก็จะทรุดโทรม แถมอยู่ติดหน้าผา ก็อันตรายอยู่นะคะ จอดถ่ายรูปกันพอประมาณริมทางค่ะ

จุดที่สามที่แวะคือ Giant’s Causeway อีกฉากหลังของหนังเรื่องเดิม จุดเด่นคือชายหาดที่เป็นหินที่มีลักษณะเป็นเสาติดๆๆๆ กัน ดูน่าสวยแบบน่ากลัวมาก คนขับรถ ที่ทำหน้าที่ทั้งขับรถ ทัวร์ไกด์ และดีเจในรถ เล่าให้ฟังเรื่องของ Giant’s Causeway ว่ามีตำนานไอริชเล่าว่าเป็นเรื่องของยักษ์สองตัวที่รบกัน ทำให้พื้นที่ตรงนี้มีลักษณะเป็นหินก้อนๆ แบบนี้ แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์เค้าก็มีคำอธิบาย คือ เกิดจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วทีเดียวของลาวาภูเขาไฟ ที่ทำให้ลาวาแตกเป็นเสาอย่างที่เห็น

คนขับถามลูกทัวร์ว่าเชื่ออันไหน ระหว่างฝีมือการรบของยักษ์สองตัว หรือการเย็นตัวที่เร็วเกินไปของลาวา แน่นอนว่าลูกทัวร์ทั้งหมดในวันนั้นตะโกนพร้อมกันว่า “ยักษ์สองตัว”

โรงแรม Causeway Hotel ที่ Giant’s Causeway บอกเลยว่าน่าไปพักมาก ชิลมาก เพราะนอกจากจะมีชายหาดหินที่บอกไปแล้ว ตรงนี้ยังมีทางเดินเล่น วิวสวยมาก สามารถใช้เวลาดูนกดูไม้ ได้สบายมาก แต่วันที่เราไปนะคะ ดูท้องฟ้าสิ เดินเล่นไม่เท่าไหร่ ก็คิดว่าน่าจะเอาตัวรอดโดยการเดินมาหาข้าวเที่ยงกินในโรงแรมดีกว่า

อาหารเที่ยงค่ะ อร่อยมากเลย ไม่อยากจะเชื่อ สั่ง nacho มาแบ่งกัน สามีสุดหล่อไม่ต้องคิด เพราะกิน  Fish and Chips ตลอดเวลา ส่วนดิฉันกินพายเนื้อค่ะ อร่อยดีเชียว

กินข้าวเสร็จ ขึ้นรถต่อมาที่สะพานเชือก Carrick-a-Rede ติดทะเล แต่อากาศเป็นอย่างนี้เลย และลมแรงมาก สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ National Trust นะคะ ต้องจ่ายค่าตั๋วอีก 5 ปอนด์ นักท่องเที่ยวหลายคนสู้มากค่ะ ไม่มีเสื้อกันฝนก็ไปซื้อแบบที่เป็นถุงก๊อบแก๊บมาคลุมร่างแล้วเดินต่อไป ส่วนเราขอนั่งกินขนมดื่มชาอุ่นๆ แล้วหันซ้ายหันขวาถ่ายรูปมาฝากค่ะ ?

เรารอให้พวกที่ไปเดินกลับมาจนครบ ก็ขึ้นรถกลับไปเบลฟาสต์ค่ะ

คนขับรถ/หัวหน้าทัวร์/ดีเจ เป็นคนพูดเก่งมาก มีไมค์ติดไว้ตรงที่นั่งคนขับเลย นึกอยากจะพูดอะไร เล่าอะไร ก็คว้าไมค์มาพูด ที่เห็นว่าภูมิใจมาก เล่าแล้วเล่าอีกก็คือเรื่องบรั่นดีของไอร์แลนด์ ที่ว่ากันว่าเป็นเพราะใช้แหล่งน้ำที่ดี มีกระบวนการกลั่นกรองที่ดี คือกลั่น (distill) หลายครั้ง ทำให้ดื่มแล้ว เมา แต่เมาแบบไม่แฮ็งค์ (เอิ่มม) ข้างทางมีโรงกลั่นเหล้าของไอริชมากอยู่ ชี้โน่นชี้นี่ให้ดูนะคะ แต่ขออภัยฟังอะไรไม่ค่อยได้เรื่องเพราะตอนขากลับนี่หลับๆ ตื่นๆ ? ด้านล่างคือรูปที่ถ่ายจากรถ

Go to Top

เบลฟาสต์ เบลฟาสต์ ไม่อยากเชื่อเลยว่ามาแล้วจะชอบเลยแบบนี้ อะไรหลายๆ อย่าง บรรยากาศ มนุษย์เมืองนี้ที่เราได้เจอตลอดการเที่ยวเล่น ทำให้เราสองคนใจตรงกัน พูดกันว่า “หากมีโอกาสมากันอีกนะ” เบลฟาสต์เป็นไอร์แลนด์เหนือ มาจากอังกฤษได้เลยไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่ม แถมยังใช้เงินปอนด์เหมือนกัน สกุลเดียวกันไม่ต้องแลกเงินให้วุ่นวาย เดินง่าย เที่ยวง่าย อาหารดี มาดูอาหารเช้าที่เรากินเรื่อยเปื่อยกันบ้างค่ะ

ร้านแรกชื่อ HOME Restaurant ชื่อดูสิ้นคิด แต่อาหารโอเคมาก กาแฟดีงาม เรากินข้าวเช้ากันที่นี่สองวันเลยค่ะ อยู่ใกล้โรงแรมมาก เดินมาสบาย มีที่นั่งริมหน้าต่าง ดูคน (ที่ไม่ค่อยมี) ได้ค่ะ

อีกร้านคือ Ground Cafe อยู่ตรงข้าม Home เลย ร้านนี้ไปลองตอนที่ไปรอรถทัวร์แถว Visitor Center นะคะ มีแซนวิชกิน กาแฟดี นี่มันอะไร ดีกว่าดับลินเยอะมาก

Go to Top

แล้วนี่ก็ตึกต่างๆ สวยมากๆ พวกนี้คือสมัยพระนางวิคตอเรียหมด หากชอบประวัติศาสตร์ ตอนนี้มีหนังสือที่ชื่อว่า Victoria โดย Daisy Goodwin ออกใหม่มานะคะ ลองอ่านแล้วดูสนุกดี ดิฉันสอยมาเรียบร้อยค่ะ 😀

City Hall Belfast มาเบลฟาสต์ คิดว่าหากมาในเมือง คนส่วนใหญ่ก็น่าจะได้เดินผ่าน ปรากฏว่าเค้ามีทัวร์ฟรีให้ด้วย วันเวลาดังนี้ – จันทร์ – ศุกร์ 10.00, 11.00, 14.00, 15.00 และ 16.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ เที่ยง 14.00, 15.00 และ 16.00 น. ไปก่อนเวลาเล็กน้อย ลงชื่อจอง แล้วรับบัตรเข้าไปเมื่อถึงเวลาได้เลย

ทัวร์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เดินขึ้นไปชั้นบนชมห้องทำงานของสมาชิกผู้แทนราษฎร ภาพวาด Lord Mayor ของเมืองจากอดีตถึงปัจจุบัน ห้องที่ใช้ประชุมของสมาชิก รวมทั้งเรื่องของโคมไฟแชนเดอเลียที่อยู่ตรงใต้หลังคาโดม กลางหอทางเข้า ที่ทำเลียนแบบของเดิมสมัยที่ City Hall เปิดเมื่อปี ค.ศ. 1906 ที่ถูกระเบิดทำลายไป และชิ้นส่วนของแชนเดอเลียก็ถูกนำไปสร้างเป็นอาวุธสงคราม

Coat of Arms ของเมือง ที่เป็นรูปกลางแถวล่างสุด เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1890 แม้ความหมายที่แน่ชัดจะไม่ปรากฏ แต่รูประฆัง ม้าน้ำ และเรือ รวมทั้งสุนัขป่าที่ถูกล่ามโซ่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเดินเรือของเมืองนี้ ตามที่อ่านมาพบว่าชื่อเบลฟาสต์ มีรากมาจากภาษา Gaelic คือ “Beal Feirste” ที่แปลว่า “ปากน้ำ”

ส่วนสวนด้านนอกของ City Hall ก็เป็นอนุสาวรีย์ของคนสำคัญต่างๆ ของเบลฟาสต์ รวมทั้งอนุสาวรีย์ไททานิค และแน่นอนว่าต้องมีพระนางวิคตอเรียด้วย มีที่นั่งเล่นในวันอากาศดีสดใส

Go to Top

ตรงข้าม  City Hall เลยคือร้าน Robinson & Cleaver ที่เคยเป็นห้างสรรพสินค้าเก่า แต่ตอนนี้เป็นร้านอาหารด้านล่างเป็น deli ด้านบนเป็นร้านแบบ proper หน่อย มี  rooftop สามารถทานอาหารดูวิวได้ วันที่เราไปแดดดีมากเลย ได้โอกาสกินข้าวกลางแดดหลังจากท้องฟ้าอึมครึมมานานหลายวันย่อมทำให้กรี๊ดกร๊าดในใจ

วันสุดท้ายที่เราอยู่เบลฟาสต์เต็มวัน เราแวะไป Ulster Museum และ Botanic Garden ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Queen’s University ทำให้ย่านนี้มีร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ อีกมาก

หน้าตาอันอลังการของ Queen’s University สถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแบบนี้เองที่เรียกว่า Victorian พวกที่ประกาศตนเองว่าเป็นเนิร์ดอย่างภูมิใจ พวกชอบเรียนหนังสือน่าจะชอบนะคะ เมืองเล็กๆ น่ารักดี ธรรมชาติสวยงาม

ถัดจาก Queen’s University ก็เป็น Botanic Garden สวนเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก แต่ต้นไม้ครึ้มสวยชอบมาก

ด้านในมีเรือนกระจกปลูกพันธุ์ไม้เมืองร้อน ณ จุดนี้คิดถึงสวนหลวง ร. ๙ ของเรามาก ว่าจะต้องไปซักหน่อยแล้วไม่ได้ไปนานแล้ว

อากาศเบลฟาสต์ก็เป็นประมาณนี้นะคะ นาทีนึงแดดออก อีกนาทีนึงเมฆมาอย่างครึ้ม มีความแปรปรวนมากอยู่

ด้านหน้าสวน Botanic ก็คือ Ulster Museum ค่ะ เป็นมิวเซียมที่รวมอะไรหลายๆ อย่างอันเป็นเอกลักษณ์ของเมือง เพราะคำว่า Ulster นี่ก็คือชื่อจังหวัด ชื่อแคว้นของไอร์แลนด์เหนือนี่เอง

มิวเซียมไม่ได้ใหญ่อลังการอะไร แต่น่าเดินมาก ด้านหน้ามีคาเฟ่ คือเป็นคนชอบคาเฟ่ที่ติดกับร้านหนังสือ มิวเซียม หรือห้องสมุดมากเลยไม่รู้เป็นอะไรนะคะ โดยเฉพาะเมืองที่หนาวๆ แต่เค้าทำห้องให้รับแดดนี่มันโคซี่มาก

Ulster Museum เป็นการรวมสิ่งละอันพันละน้อยจากหลายแขนง applied arts ก็มี โบราณคดี สังคมวิทยา มนุษยวิทยา มีหมด ตอนนี้เรื่องราวสงครามของเมืองนี้เริ่มกลับมาสู่ความรู้สึก บอกเลยว่ากว่าจะมาสุขสงบอย่างนี้ได้ เมืองนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะมาก แต่ที่สำคัญที่สุดคือมนุษย์เบลฟาสต์ในยุคปัจจุบัน ที่เราสองคนได้ไปเจอคือดีมาก หรือความทุกข์ยากทำให้เราได้คิด ทำให้เราได้รู้คุณค่า เพราะเรื่องราวทุกอย่าง แม้จะขมขื่นแค่ไหน ก็ยังมีมุมดี หากเรารู้จักมอง keep looking for the silver lining เสมอ น่าจะทำให้เรามีความสุขได้ในทุกสถานการณ์

Go to Top

เราจะออกจากเบลฟาสต์ในวันรุ่งขึ้น คือจะบินกลับลอนดอน แล้วอยู่ลอนดอนอีก 5 วันก่อนกลับกรุงเทพ อาหารเย็นมื้อสุดท้ายที่เบลฟาสต์ คือร้านเก๋มากๆๆๆ ชื่อว่า  Yardbird ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับผับ The Dirty Onion ในตึกที่เก่าที่สุดของเบลฟาสต์

ขายไก่ย่าง ซี่โครงหมู ปีกไก่ + side dishes ประมาณสลัด โคสลอว์ french fries เครื่องดื่มก็เบียร์​ คราฟต์เบียร์ วิสกี้ เราสั่ง Cider มาดื่ม คือดี ชอบมาก

จริงๆ เบลฟาสต์มีที่เที่ยวอีกเยอะมากมายตามที่เราหาได้จากอินเทอร์เน็ตนะคะ แต่เที่ยวแบบเนิบๆ อย่างเราสองคน ไปมาก็ประมาณนี้ เมืองนี้มีโบสถ์มีวัด มีปราสาท มีโรงละคร มีอาหารดีมากๆ อีกหลายแห่ง ก็หวังว่าจะได้กลับไปอีกค่ะ


more on london
Premium Economy (Elite Class) Eva Air Bangkok – London (Direct Flight)
ลอนดอน ‘Same Same But Different’
อาหารโน่นนี่ในลอนดอน
 Malby Street market + druid street market, london
ร้านขนมเก่าแก่ที่สุดของลอนดอน Maison Bertaux, Soho, London
Afternoon Tea ที่เก๋มากมาย (และคุ้มมาก) ที่ The Diamond Jubilee Tea Room, Fortnum & Mason 
Padella ร้านพาสต้าเส้นสด ครัวเปิด ทำใหม่ๆ ทุกๆ จานปลายสะพานลอนดอน
Shoreditch, london
Gibraltar and Implication Upon Brexit
dublin, ireland
เล่าแบบสรุป เที่ยวดับลิน เที่ยวเย็นฉ่ำแบบชาวเมือง
4 Highlights in Dublin (When it Rains, as it Usually Does)
Day-Trip from Dublin: Cliffs of Moher, Limerick, Bunratty Castle
เที่ยว The Guinness Storehouse, Dublin
Hot Chocolate First, then Fish and Chips in Dublin
belfast, northern ireland
Yardbird, Belfast

🍀 BY OHHAPPYBEAR. all rights reserved. 🍀

1 Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *