ที่เที่ยวดับลิน ฝนตกแล้วทำอะไร

ดับลิน ช่วงที่เราไปฝนตกทุกวัน เราเห็นแต่ “liquid sunshine” ของเค้า แต่เที่ยวก็คือเที่ยว เราสามารถหากิจกรรมต้านฝนได้สี่อย่างดังนี้

#1 หา breakfast ง่ายๆ แต่อร่อยมากกินที่ Ann’s Bakery ใกล้โรงแรม

วันสุดท้ายแล้วที่เราจะอยู่ดับลินเต็มวัน และแน่นอนฝนแบบไอร์แลนด์ก็ยังคงตกอยู่เรื่อยๆ ทำให้เราจะรู้สึกอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากชิน ชินกับการถือร่ม ชินกับลม ชินกับเท้าที่เปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่จะให้เอาอากาศมาเป็นอุปสรรคในการเที่ยวเดินเล่นของเรา คงไม่ใช่ เราต้องตั้งหน้าตั้งตาเที่ยวเล่นกันต่อไป และทำใจไว้ว่า ที่อยากไปชมสวน ล่อถั่วด้วยกระรอก คงไม่มีแน่นอน คงได้แต่ทำเท่าที่ทำได้ และเอ็นจอยทริปเท่าที่สามารถละกัน ก่อนที่พรุ่งนี้จะขึ้นรถไฟไปเบลฟาสต์ ในไอร์แลนด์เหนือ (สามารถอ่านเรื่องทั้งหมดในทริปนี้ได้ตามลิ้งค์ด้านล่างค่ะ)

ร้านอาหารเช้า Anne’s Bakery ใกล้โรงแรมมาก

จองโรงแรมทางเน็ต ได้ห้องราคาถูก แต่ไม่มีอาหารเช้า เล่าให้ฟังไปแล้วเราเดินไปกินอาหารเช้าที่ Brother Hubbard ที่อร่อยและเก๋มาก  วันนี้เราเลยเดินเรื่อยเปื่อยมาเจอ Ann’s Bakery ที่อยู่ใกล้โรงแรมมาก สองซอยถัดไป ร้านตกแต่งแบบสมัยนิยม ดูสะอาดสะอ้านและยังใหม่มาก มีเมนูขายอาหารเช้าแบบ layman คือไม่มีอะไรแฟนซี คือไข่ ขนมปัง ไส้กรอก แฮม กาแฟ ราคาดีมาก ทั้งหมดนี่น่าจะไม่ถึง 10 ยูโรด้วยซ้ำ ขอให้ดูหน้าตา frittata แฮมเนื้อหนา รสชาติดีทีเดียว กาแฟพอใช้ได้เลย ความจริงกินอะไรง่ายๆ แบบนี้ก็อร่อยมากแล้วนะ

ร้าน Ann’s Bakery มีความเก๋ ความสะอาด ความใหม่ อยู่แถวๆ Parnell Street
ฟริตตาต้าแฮมเนื้อหนา ราคากันเอง แถมอร่อยมากมาย

กินเสร็จก็เดินเล่นข้ามแม่น้ำมา จุดมุ่งหมายแรกวันนี้ ก็คือเที่ยวมหาวิทยาลัย Trinity College ที่อยู่ใจกลางเมืองเก่าอีกฝั่งของแม่น้ำค่ะ

ตึกเก่ามีให้เห็นทั่วไปในดับลิน สวยงาม มีเรื่องราว
สี่แยกข้ามแม่น้ำ จุดตัดที่คนเยอะที่สุด ก็คือสี่แยกถนน O’Connell
โพสต์เบาๆ หน้า Trinity College มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในไอร์แลนด์

#2 เที่ยว Trinity Collge มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในไอร์แลนด์ ดูความขลังสวยงามของหอสมุดเก่า เดินดู The Book of Kells อีก must-see อันดับต้นๆ ของไอร์แลนด์ ที่มีอายุเป็นพันๆ ปี

Trinity College เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในดับลิน มีอายุอานามก็ 425 ปีแล้ว ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1592 ตามแบบฉบับของมหาวิทยาลัยเก่าแก่รุ่นเดอะของอังกฤษซึ่งก็คือ Oxford และ Cambridge ดังนั้นจึงมีความเป็นอังกฤษอยู่มาก ซึ่งก็หมายถึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีศาสนาหลักคือโปรแตสแตน (ตอนหลังศาสนาอื่นก็มาเรียนได้นะ แต่พวกทุนการศึกษาโน่นนี่ จะให้แต่ชาวโปรแตสแตน) ที่แย่กว่านั้นคือตอนแรกที่ก่อตั้งนั้น ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน ซึ่งก็เป็นนโยบายโบราณของอังกฤษที่ผู้หญิงไม่สามารถลงคะแนนหรือออกเสียงอะไรได้ โดยที่ Trinity Collge นี้ ผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้าเรียนก็เมื่อปี ค.ศ. 1904 นี่เอง คือ 312 ปีหลังจากการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเท่านั้น

คิดว่านอกจากค่าเทอมแล้ว รายได้หลักของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ น่าจะอยู่ที่การขายอาหารตามคาเฟ่ต่างๆ และการท่องเที่ยว เพราะ Trinity College เปิดให้เที่ยวชมเอง หรือจะซื้อทัวร์ที่นักศึกษาและบัณฑิตที่ยังคงสิงสถิตอยู่แถวนั้นเป็นผู้นำเที่ยว ซึ่งราคาทัวร์รวมค่าเข้าชมห้องสมุดโบราณ และ Book of Kells คือคนละ 13 ยูโร คุ้มค่ากว่าการซื้อแยก เพราะแค่ค่าเข้าไปดู Book of Kells อย่างเดียวก็ปาเข้าไป 11 ยูโรแล้ว (ต่อคน)

รายละเอียดการเข้าชมมหาวิทยาลัย Book of Kell at Trinity College Dublin คือดังนี้

เดือน มิถุนายน – กันยายน จันทร์ – เสาร์ เปิด 8.30 – 17.00 อาทิตย์ 9.30 – 17.00
ตุลาคม – ธันวาคม จันทร์ – เสาร์ เปิด 9.30 – 17.00 อาทิตย์ 12.00 – 16.30
ตั๋วเข้าชม ผู้ใหญ่ €11 ครอบครัว €22 ผู้ที่ได้ส่วนลด €9 เด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบเข้าฟรี
หากต้องการเข้าชมเร็ว คือไม่ต้องรอคิว ที่ยาวยืดมาก สามารถซื้อตั๋วพิเศษ fast track ได้ที่ www.bookofkells.ie

ทัวร์เดิน (แบบที่เราซื้อไป) ราคารวมค่าเข้าชม Book of Kells มีเฉพาะระหว่าง 1 มิถุนายน – 30 กันยายน ของทุกปี ซื้อตั๋วได้ที่ทางเข้า ทัวร์แรกเวลา 09.25 น. ทัวร์สุดท้าย 16.10 น. ราคาทัวร์เดินพร้อมค่าเข้าชม Book of Kells ผู้ใหญ่ €13 ครอบครัว €26 ผู้ที่ได้ส่วนลด €12 เฉพาะทัวร์อย่างเดียว €6

สนามหญ้าด้านหน้าห้องสมุดที่เรียกว่า Library Square ของ Trinity Collge Dublin ส่วนต้นเมเปิ้ลสวยงามเป็นร่มเงาและบังฝนต้นนี้ได้มาจากแคนาดา

คุณไกด์ ซึ่งเป็นบัณฑิตที่จบการศึกษาที่ Trinity College นี่แหละเป็นคนนำทัวร์ เดินเที่ยวหลบฝนตามมุมต่างๆ บ้าง ใต้ต้นไม้ใหญ่บ้าง เล่าเรื่องประวัติเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของสถานศึกษาของตนให้นักท่องเที่ยวฟังแบบเจ็บๆ คันๆ ขำๆ บอกเลยว่ากลุ่มทัวร์ใหญ่มาก คนมากมายมาเที่ยวที่นี่ กางแจ็คเก็ตกันกันฝนบ้างอะไรบ้างว่ากันไป และไกด์ไม่ได้มีโทรโข่งอะไร (เขตมหาวิทยาลัย) ฟังได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง (บวกกับการที่คุณไกด์เป็นไอริช อิชั้นขอยอมแพ้จริงๆ) จับใจความได้เป็นห้วงๆ ดังนี้ – เรื่องพฤติกรรมชายรักชายของ Oscar Wilde ที่สมัยก่อนจะมาเปิดเผยกันแบบตอนนี้คงไม่ได้นะ –  เรื่องการยิงกันในรั้วมหาวิทยาลัยระหว่างครูกับลูกศิษย์ –  เล่าเรื่องการสอบและการถือโชคลางมากมายของนักศึกษาที่นี่ – เล่าถึงเสื้อครุยที่ทั้งนักเรียนและครูของมหาวิทยาลัยนี้ชอบใส่ไปตามที่ต่างๆ (แต่ตอนนี้เลิกแล้ว สงสัยเขิน) –  เล่าเรื่องตึกที่เก่าที่สุดด้านหน้า -? เล่าเรื่องอาจารย์คนนึงที่ทำยังไงก็ไม่ยอมให้ผู้หญิงเข้ามาเรียนได้ (จนตายไปในที่สุด และผู้หญิงก็เข้ามาเรียนได้) –  เล่าเรื่องการก่อสร้างห้องสมุดเก่า (ที่สวยมาก) ที่ด้านล่างเค้ามีทุ่นลอยให้ตึกพ้นน้ำสมัยก่อนเพราะดับลินเป็นเมืองติดน้ำ ห้องสมุดและของมีค่าทางวรรณกรรมจะจมหายหมด ระบบการจดทะเบียนหนังสือ การจดสิทธิบัตรหนังสือที่ห้องสมุดแห่งนี้เก็บไว้ ห้องสมุดเก่าแห่งนี้ มีแต่หนังสือเก่าแก่โบราณมาก และเป็นที่เก็บหนังสือทุกเล่มที่มีการตีพิมพ์ออกมากทั้งในอังกฤษและไอร์แลนด์​ ทำให้มีหนังสือเก็บอยู่มากกว่า 3 ล้านเล่ม และ เล่าเรื่อง The Book of Kells เล็กน้อยว่าคืออะไร และพิเศษอะไรอย่างไรบ้าง

The Long Room ของหอสมุดเก่าที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1712 ตอนแรกเพดานเรียบธรรมดา แต่ต้องขยายเป็นเพดานสูงเช่นนี้เพราะหนังสือมีมากจนไม่มีที่จะเก็บ
ว่ากันว่าห้องสมุดเก่าแห่งนี้มีหนังสือเก่าหายากกว่าสองแสนเล่ม
นอกจากหนังสือเก่าแล้ว ใน The Long Room ยังมีฮาร์ปเก่าแก่ ที่เชื่อว่าเป็นฮาร์ปไอริชตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 อยู่ด้วย

จากห้องนี้ เราเดินไปชม Book of Kells ซึ่งก็คือหนังสือ สมุดสำคัญทางศาสนาคริสต์ ที่มีอายุเก่าแก่กว่าพันปี เป็นหนังสือที่นักบวชค่อยๆ บรรจงเขียนลงบนหนังแกะ ใช้สีธรรมชาติมาทำเป็นหมึกสีต่างๆ มีการวาดรูปวาดสัญลักษณ์ทางศาสนาไว้ในนั้น Book of Kells เป็นเหมือนของศักดิ์สิทธิ์ที่เค้าหวงมาก เพราะรอดจากการทำลายล้างของไวกิ้งได้สำเร็จ ก่อนถูกฆ่าตายนักบวชที่ครอบครอง Book of Kells ส่งหนังสือมาที่ดับลิน มาให้เก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน ตอนประธานาธิบดีโอบาม่า มาเยือนไอร์แลนด์ เขาและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็ได้มาดู Book of Kells ที่นี่เหมือนกันนะ

The Book of Kells, (folio 292r), circa 800, showing the lavishly decorated text that opens the Gospel of John CREDIT: WIKIPEDIA

ส่วนของ Book of Kells ไม่ให้ถ่ายรูปเลยนะคะ และคิวยาวมากตรงที่เป็นตู้ให้ดูของจริง ซึ่งตอนเราดูจะมีคนหายใจรดต้นคอรอดูอยู่ตลอดเวลา แนะนำว่าให้ดูสีสันอันสดใสของภาพวาดต่างๆ ซึ่งน่าประทับใจมาก ทั้งหมดนี้คืองานเขียนมือเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่ยังคงสภาพอยู่ เป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งค่ะ

ก่อนจากกัน ไกด์เราบอกให้ผลักประตูเข้าไปดูด้านในของคณะธรณีวิทยาของที่นี่ ซึ่งสวยมาก ให้บรรยากาศแฮรี่ พ๊อตเตอร์มากเลย มี exhibition นิดหน่อยเกี่ยวกับโบราณคดีในแง่ภูมิศาสตร์​  โครงกระดูกที่เห็นด้านมุมของภาพคือ Giant Irish Deer เพศผู้และเพศเมีย ตู้ทั้งสองด้านแสดงให้เห็นถึงธาตุดินต่างๆ พร้อมการวัดอายุธรณีที่น่าสนใจดี

ด้านในของคณะธรณีวิทยาของ Trinity Collge โครงกระดูกที่เห็นด้านมุมของภาพคือ Giant Irish Deer เพศผู้และเพศเมีย ตู้ทั้งสองด้านแสดงให้เห็นถึงธาตุดินต่างๆ พร้อมการวัดอายุธรณีที่น่าสนใจดี
Sphere within Sphere ประติมากรรมของ Arnaldo Pomodoro ที่ถูกส่งไปตั้งทั้งหมด 13 ที่ทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือหน้า Berkeley Library ของ Trinity Collge Dublin นี่เอง

****

ด้านหน้ามีบาร์​ สามารถนั่งเกยบาร์กินข้าวก็ได้อยู่หากมาคนเดียว

#3 กินอาหารร้าน The Green Hen หนึ่งในร้านแนวใหม่ ที่เน้นการหาวัตถุดิบอย่างดีจากไอร์แลนด์​ เป็นร้านเล็กๆ มีสองชั้น ตกแต่งเรโทรแบบยุ่งๆ ชอบมาก

ดูของหนักๆ แบบนี้เรียบร้อย เราก็หิวพอดี บอกเลยว่าอยู่แถว Trinity Collge ของกินเยอะมาก อยากจะกินอะไรก็มี อาหารจีนโน่นนี่ก็ยังมี แต่เราอยากจะกินร้าน The Green Hen ร้านที่คนอเมริกันเปิดไว้ ได้ข่าวว่าร้านสวยเรโทรน่ารักมาก กลางวันเสิร์ฟ set lunch เลยไปลองกันค่ะ

#3 บรรยากาศสวยงามแบบเรโทรของร้าน The Green Hen ใกล้ๆ Trinity College

บอกตรงๆ เลย อาหารฝรั่งสำหรับเรา ยังไงก็ออกจะเหมือนกัน ^^ ดูทรงแล้ว set lunch ดูดีเหมือนกัน เลยสั่งคนละชุดสามคอร์สคนละ 20 ยูโร เครื่องดื่ม (สั่งต่างหาก) ขอเป็นแชมเปญละกัน วันสุดท้ายแล้วในดับลิน

ของอิชั้นคือ Goat’s Cheese and Beet Root Salad: salt-baked beets, 5Mile Town goats cheese, radish and walnut.
จานนี้ของคุณสามี Smoked Salmon + horseradish creme fraiche + caper dressing + Guinness bread.
Mine: Roast Hake with white bean cassoulet, Gubbeen chorizo, mussels & brown shrimp.
My hubby’s fourth of the trip fish and chips: this one beer-battered served with salad, tartar sauce, mushy peas and lemon. Delish.
Mine: potted cheesecake: vanilla cheesecake, fresh strawberries, oat biscuit crumbs.
Lemon Drizzle Cake: Tequila Semifreddo, Curd & Tequila Jelly for my hubby.

The Green Hen เป็นร้านที่ source ingredients ทั้งหมดจากไอร์แลนด์ เป็นหนึ่งใน movement locavore ของที่นี่ (ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าดำริการตลาดแบบนี้โดยคนอเมริกัน) สำหรับเรา สรุปได้ว่าอาหารร้านนี้โอเค อร่อยใช้ได้ ของสดใหม่ ร้านสวยตรงสเปค (คือชอบสวยแบบรกๆ หน่อย) บริการดีมาก พนักงานน่ารักมาก บรรยากาศเฟรนด์ลี่ ไม่อึดอัด และราคาโอเค ไม่บวก service charge อัตโนมัติสำหรับมาสองคนนะคะ

หนึ่งในสี่ bog bodies ที่มีแสดงที่ National Museum Archeology at Dublin

#4: ดู​ Bog Bodies ที่ National Museum Dublin, Archeology

ขอจบการเที่ยวดับลินโดยการไปดูหนึ่งในไฮไลต์อีกอันของเมือง ซึ่งก็คือ Bog Bodies ซากศพโบราณที่มีอายุหลายพันปี ที่ถูกดองในหนองน้ำและสามารถคงสภาพไม่เปื่อยเน่าได้อย่างที่เห็น

Bog body เป็นการค้นพบที่นักโบราณคดีในยุโรปตื่นเต้นไม่น้อย  เพราะเมื่อค้นพบและทำการศึกษาดูพบว่า ร่างเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญถึงด้านหนึ่งของการใช้ชีวิตตั้งแต่สมัยยุคเหล็ก (Iron Age) โดยมีหลักฐานว่า bog bodies เหล่านี้ คือร่างที่พบตามหนองน้ำ ถูกสภาพตามธรรมชาติรักษาไว้ คือแทนที่เปื่อยเน่าไป กลับกลายเป็นหนังมันแว๊บอย่างที่เห็น ซึ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติดับลินนี้มีแสดงอยู่ 4 ร่าง bog bodies มีพบในประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย เช่น เดนมาร์ค เยอร์มันนี เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ เป็นหนึ่งในไฮไลต์การค้นพบของชีวิตนักโบราณคดีเลยทีเดียว

National Museum ของดับลินมีหลายแห่ง แยกจำแนกออกเป็นประเภทของสิ่งที่นำมาจัดแสดง ที่มี bog bodies นี้คือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านโบราณคดี ซึ่งแน่นอนว่ามีการแสดงสิ่งของมากมายเกี่ยวกับชีวิตและการเป็นอยู่ของมนุษย์ย่านนี้ตั้งแต่สมัยโบราณกาล หน้าตาตึกเป็นทรงกลมสวยงาม ด้านในเป็นโถงขนาดใหญ่ เพดานสูง คานเพดานเป็นค้ำยันโลหะที่ฉลุลายสวยงามอีก เข้าฟรี แต่จริงๆ เราก็ควรช่วยเค้าบำรุงสถานที่ด้วยการบริจาคเงินค่ะ

ทางเข้า National Museum Archeology Dublin
ห้องโถงกลางอันสวยงามของพิพิธภัณฑ์
บางส่วนของการจัดแสดง อันนี้ชอบมาก บรรดาถ้วยโถโอชาม ?

more on london
Premium Economy (Elite Class) Eva Air Bangkok – London (Direct Flight)
ลอนดอน ‘Same Same But Different’
อาหารโน่นนี่ในลอนดอน
 Malby Street market + druid street market, london
ร้านขนมเก่าแก่ที่สุดของลอนดอน Maison Bertaux, Soho, London
Afternoon Tea ที่เก๋มากมาย (และคุ้มมาก) ที่ The Diamond Jubilee Tea Room, Fortnum & Mason 
Padella ร้านพาสต้าเส้นสด ครัวเปิด ทำใหม่ๆ ทุกๆ จานปลายสะพานลอนดอน
Shoreditch, london
Gibraltar and Implication Upon Brexit
dublin, ireland
เล่าแบบสรุป เที่ยวดับลิน เที่ยวเย็นฉ่ำแบบชาวเมือง
Day-Trip from Dublin: Cliffs of Moher, Limerick, Bunratty Castle
เที่ยว The Guinness Storehouse, Dublin
Hot Chocolate First, then Fish and Chips in Dublin
belfast, northern ireland
Mini-Guide to Belfast: Love, War and Food
Yardbird, Belfast

🍀 BY OHHAPPYBEAR. all rights reserved. 🍀

1 Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *