ไกด์เที่ยวดับลิน ไอร์แลนด์ | Guide to Dublin, Ireland (TH)

จะ เขียนเรื่องนี้ตามการเดินทางของพวกเรา คือจากกรุงเทพฯ เราบินตรงดิ่งเข้าลอนดอนด้วยสายการบินอีวีเอแอร์ (EVA AIR) ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและพักร่างเล็กน้อยที่โรงแรมใกล้ๆ สนามบินฮีทโทรว์ (Park Inn by Radisson at London Heathrow) จากนั้นวันรุ่งขึ้น ก็บินจากลอนดอนเข้าดับลิน ด้วยสายการบิน Aer Lingus เที่ยวดับลินห้าวันแล้วจึงนั่งรถไฟ (Irish Rail) ขึ้นเหนือเข้าเมืองเบลฟาสต์ เมืองหลวงในอาณาเขตที่เรียกว่าไอร์แลนด์เหนือ ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร อยู่เบลฟาสต์อีกห้าวันแล้วค่อยบินข้ามช่องแคบอังกฤษกลับมาลอนดอนด้วยสายการบิน Aer Lingus อีกครั้งเพื่อพักร่าง และที่สำคัญตะลุยกินอาหารเอเชียแบบเพียวๆ ให้หนำใจ อยู่ลอนดอนหกวันค่ะก่อนบินกลับกรุงเทพฯ โดยลิ้งค์ของเรื่องทั้งหมดในทริปนี้อยู่ตอนท้ายค่ะ

กรุงเทพฯ – ลอนดอน

สิ่งแรกที่ผู้จะเดินทางจะต้องทำคือการขอวีซ่า อาจจะจองตั๋วเครื่องบินก่อนแล้วค่อยขอก็ได้ ลิงค์ที่จะต้องเข้าไปก็คือ www.vfsglobal.co.uk ซึ่งเป็นลิงค์เข้าบริษัทเอเจ้นต์ที่มีหน้าที่ทำวีซ่าโดยเฉพาะ โดยเลือกประเทศไทย และทำการสมัครวีซ่าทางออนไลน์ทั้งหมด รวมทั้งจ่ายค่าทำวีซ่าและนัดวันยื่นเอกสารซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันสัมภาษณ์ด้วย ราคาวีซ่านักท่องเที่ยวทั่วไป 6 เดือนคือ 87 ปอนด์ โดยควรกะเวลาในการทำวีซ่าประมาณ 15 วันทำการหลังวันสัมภาษณ์ และไม่ต้องถ่ายรูปไป เพราะเค้าจะมีการถ่ายรูปและสแกนลายนิ้วมือในเวลาสัมภาษณ์

การไปเที่ยวไอร์แลนด์จากอังกฤษยังทำได้ง่าย ไม่ต้องวีซ่าอะไรเพิ่มเติม เพียงใช้วีซ่าอังกฤษที่เรามีอยู่แล้วเข้าไปได้เลย แต่จะต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองของอังกฤษก่อนเท่านั้นเอง คือต้องแวะอังกฤษก่อน แล้วค่อยไปไอร์แลนด์ โดยจะสามารถอยู่เที่ยวเล่นในไอร์แลนด์ได้ 15 วัน

to-be-employee-of-the-month



บินตรงไปกรุงเทพฯ – ลอนดอนกับสายการบิน  Eva Air Premium Economy

EVA AIR ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณบ่ายโมงตรง และถึงสนามบินฮีทโทรว์ของลอนดอนประมาณ 19.25น. ใช้เวลาบินประมาณ 11-12 ชั่วโมง ขากลับเครื่องบินออกจากลอนดอนเวลา 21.35 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 15.05 น. สามารถนั่งรถกลับบ้านแบบรถยังไม่ติด และมีเวลาทำโน่นนี่เพื่อเตรียมตัวดำเนินชีวิตตามปรกติในบ้านเราได้อย่างกำลังดี

สายการบินอีวีเอแอร์เป็นผู้ริเริ่มที่นั่งแบบ Elite Premium Economy เมื่อปี ค.ศ. 1992 ในเส้นทางการบินไปสหรัฐอเมริกาที่สายการบินนี้ขึ้นชื่อ ทำให้มีคลาสที่นั่งแบบเดียวกันนี้ในอีกหลายสายการบินในเวลาต่อมา เนื่องจากบินไปกลับลอนดอนครั้งนี้สบายมาก เลยอยากขอบรรยายความดีงามของการบินในชั้น Elite Premium Economy ซักเล็กน้อย

collage-2

1. ที่นั่งมีความกว้างใหญ่ ไม่อึดอัด อีวีเอ แอร์ใช้ เครื่องโบอิ้ง 777-300 ER บินเส้นทางกรุงเทพฯ – ลอนดอน และลอนดอน – กรุงเทพฯ ชั้น Elite Premium Economy เป็น section เล็กๆ มีที่นั่งประมาณ 64 ที่ แถวละ 8 ที่ แบ่งเป็นริมหน้าต่างข้างละ 2 ที่ และตรงกลาง 4 ที่ มีห้องน้ำเฉพาะ section อย่างดี ที่นั่งชั้นนี้มีขนาดใหญ่กว่าชั้นประหยัดมากอยู่ มีที่ด้่านหน้าและข้างมากทำให้ไม่อึดอัด และสามารถปรับเอนได้มากมายนอนสบาย มีที่วางเท้าที่ปรับได้สองจังหวะ เหมาะมากสำหรับคนขาสั้นแต่สวยเช่นผู้เขียน

2. มี amenity ที่หรูขึ้นมากว่าชั้นประหยัดนิดนึง หมอน ผ้าห่มหนานุ่ม รองเท้าแตะ และถุงที่มีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ลิปบาล์ม และครีมทามือมาให้

3. หูฟังนุ่มใบหู เสียงดี ดูหนังสนุกดี

4. Section คลาสนี้มีคนไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งกันเข้าห้องน้ำมาก สบายๆ ดีค่ะcollage-1

1. นั่งข้ามทวีป 10 กว่าชั่วโมง หากเลือกที่นั่งได้ดี จะดีมาก สามารถดูคำแนะนำของ seatguru.com ที่บอกคำแนะนำ เคล็ดลับไว้อย่างละเอียด นอกจาก Boeing 777-300ER แล้ว เค้ายังมีเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่เราสามารถกดดูได้ด้วย ดีมากๆ

2. สามารถเลือกสั่งอาหารพิเศษได้ล่วงหน้าผ่านเว็ปไซต์ของสายการบินเลย ซึ่งเหมาะมากๆ สำหรับคนที่มี requirement ทางอาหารพิเศษ เช่น อาหารทะเล อาหารมังสวิรัติ อาหารตามศาสนา หรือแม้แต่อาหารสำหรับเด็ก อาหารสำหรับผู้ที่มีการแพ้สารอาหาร หรือแม้กระทั่งอาหารโลว์แฟ็ต หรือกลูเตนฟรี เค้าก็มีนะจ๊ะ

3. หากเป็นคนเซ็นซิทีพกับเสียงรบกวน แนะนำให้พกหูฟังกันเสียงส่วนตัวไปด้วย เพื่อป้องกันการรบกวนของเสียงจากผู้โดยสารคนอื่น โดยเฉพาะเด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่ดูแลเลย เป็นต้น

bangkok-london

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีวีเอ แอร์ สามารถดูได้ที่ www.evaair.com
EVA AIR เป็นสมาชิกของ Star Alliance และมีโปรแกรมสะสมแต้มที่ครอบคลุมสายการบินมากมาย  สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่

_mg_7848

เมืองนี้ชื่อดับลิน

ดับลิน – เป็นชื่อเมืองที่อยู่ในใจเรามาตลอดหลังจากรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อเกล เพื่อนคนนึงสมัยเรียนอยู่โอเรกอน ซึ่งต่อมาเราก็เริ่มรู้จักชาวไอริชผ่านเพื่อนๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่า ฝรั่งที่ดูหน้าตาเหมือนกันไปหมดสำหรับเราในตอนนั้น หากมีนามสกุลขึ้นต้นด้วย O เช่น O’Reilly, O’Brien หรือ O’Connell รวมทั้งที่ขึ้นต้นด้วย Mac หรือ Mc ประมาณ McCarthy, McGrath อะไรแบบนี้ มักจะมีเชื้อสาย Gaelic หรือ Celtic ซึ่งก็คือคนที่มาจากไอร์แลนด์ สก๊อตแลนด์ หรือเวลส์ (Wales) ซึ่งมีลักษณะเชื้อสายท้องถิ่นของเกาะอังกฤษและไอร์แลนด์ ก่อนที่จะถูกรุกรานโดยโรมันและจับให้พูดภาษาอังกฤษอย่างเช่นทุกวันนี้

_mg_8075

เรื่องราวของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Republic of Ireland) เป็นเรื่องราวของความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งทางศาสนา แต่จริงๆ ก็เหมือนทุกอย่างที่ก็คือการขัดแย้งทางการเมือง หรือแปลง่ายๆ ก็คือการใช้พลังทุกแบบที่ดูผิวเผินไม่น่าเกลียด (แต่จริงๆ โคตะระน่าเกลียด) เพื่อให้อเจนดาที่ตนอยากได้สำเร็จ ส่วนใหญ่การทำแบบนี้มักใช้เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่ามาบังหน้าเพื่อให้ดูเหมือนเป็นวาระระดับชาติ จะได้หลอกพวกรากหญ้าได้สำเร็จง่ายๆ ในกรณีนี้ก็คือการใช้ศาสนาในการแบ่งแยกประเทศ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ถูกแบ่งแยกออกจากไอร์แลนด์เหนือก็เพราะศาสนา รีพลับบลิคไอร์แลนด์ที่อยู่ตอนใต้คือพื้นที่ๆ คนส่วนใหญ่นับถือโรมันคาทอลิค ส่วนไอร์แลนด์เหนือที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าสหราชอาณาจักร นับถือโปรแตสแตนเช่นเดียวกับยานแม่ คือประเทศอังกฤษ ซึ่งนิกาย Protestant นี้ขอบอกเลยว่าคือต้นตอของการเมืองอย่างแท้ๆ ไม่มีสิ่งปลอมปน Protestantก็คือการ protest – การต่อต้านและแยกตัวออกมาจากโรมันคาทอลิค ด้วยเหตุผลง่ายๆ เลยว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ของอังกฤษ ผู้ที่จริงๆ แล้วก็เคยเป็นชาวโรมันคาทอลิคผู้เคร่งครัด ต้องการหย่ากับภรรยา แต่โป๊ป (Pope) ไม่อนุญาตเพราะขัดศาสนาเห็นๆ ซึ่งทำให้กษัตริย์ผู้นี้เกิดไม่พอใจอย่างมากจนประท้วงแยกตัวออกมาตั้งนิกาย Protestant ขึ้นมา จะเห็นว่าพระนิกายนี้ จะแต่งงานก็ได้ จะหย่าก็ได้ เพราะอยากทำอะไรตามใจ และนี่เองคือต้นเหตุของการหย่าขาดกันของสองนิกายที่เคยเป็นหนึ่งศาสนามาจนทุกวันนี้

img_3043

ผังเมืองดับลิน + วางแผนเที่ยว

สิ่งที่แปรปรวนได้มากที่สุดรองจากหัวใจของมนุษย์ ว่าไปก็น่าจะเป็นลมฟ้าอากาศนี่เอง…
เพราะนอกจากฟ้าจะไม่ใสในเดือนกันยายนตามเคยแล้ว ฝนยังตกมากมายทุกวัน

ราสองคนเจอฝนทุกวันที่อยู่ที่นั่นจนคนไอริชต้องปลอบใจว่า “เอาน่า นี่แหละอากาศไอริชของจริง มาไม่เจอแบบนี้ถือว่ามาไม่ถึง” หรือไม่เค้าก็จะบอกว่า “นี่ไง “Liquid Sunshine” ของเรา สวยไหมล่ะ”

img_20160906_180626

ดับลินเป็นเมืองใกล้ทะเลไอริช (Irish Sea) สิ่งแรกที่เราเห็นและได้ยินในเมืองนี้คือนกนางนวลตัวอ้วนพีจำนวนมาก ที่หลายตัวออกจะเชื่องคนมาก เพราะเห็นคนเป็นแหล่งอาหาร บินไปร้องไปวนไปในทุกๆ ที่ของตัวเมือง แม่น้ำลิฟฟี่ (Liffey) คือแม่น้ำสายหลักตัดผ่านกลางเมือง แบ่งดับลินออกเป็นเหนือและใต้ โดยศูนย์กลางของเมืองที่เที่ยวส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำ โดยเมืองเก่าของดับลินมีขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถเดินเที่ยวได้สบายๆ

เราพักที่โรงแรมที่ชื่อ Jurys Inn Parnell Street ที่อยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำ อยู่ใกล้ๆ ถนน O’Connell ถนนเส้นหลักที่มีลักษณะเหมือนเป็นบูลเลอวาร์ดขนาดใหญ่ที่ขนาบข้างไปด้วยสถานที่สำคัญๆ มากมาย เช่น ไปรษณีย์กลาง (General Post Office) ที่หนึ่งในบรรดาอาคารเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ในประวัติศาสตร์การก่อตั้งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ปัจจุบันไปรษณีย์กลางแห่งนี้ นอกจากทำหน้าที่รับส่งไปรษณีย์แบบดั้งเดิมแล้ว ยังให้บริการแลกเงิน (รับซื้ออย่างเดียว ไม่ขายนะคะ) และจ่ายค่าบริการสาธารณูปโภค สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวของอาคารแห่งนี้กับประวัติศาสตร์ช่วงที่สำคัญของไอร์แลนด์ (คือช่วงปีค.ศ. 1961) ที่ไปรษญีย์แห่งนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ให้เข้าชมด้วย (ค่าเข้าชม 10 ยูโร)

collage-3

สิ่งที่สนุกมากเวลาไปเที่ยว ก็คือการได้ร้อยเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังและที่สำคัญได้อ่านมากับสถานที่จริงๆ ที่ได้ไปเห็น แน่นอนว่าดับลินซึ่งกำลังเป็นเมืองใหม่มาแรง (ได้รับฟีเจอร์ในนิวยอร์คไทม์ และนิตยสารท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย) มีทั้งความเก่าแก่ของประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปได้ถึงตั้งแต่สมัยไวกิ้ง (นักรบนักเดินเรือจากสแกนดิเนเวีย) ที่เริ่มออกเดินเรือล่าอาณาจักรที่อยู่ตอนใต้ของตนลงมาระหว่างศตวรรษที่ 8 – 11 (ทำให้นายวาสโกเดอกาม่า นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ที่เป็นผู้ริเริ่มยุคล่าอาณานิคมที่เรารู้จักกันในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 กลายเป็นเด็กน้อยไปเลย) มนุษย์ไวกิ้งเหล่านั้นน่าจะเป็นนักล่าอาณานิคมรุ่นแรกๆ ของโลกก็ว่าได้ นอกเหนือจากต้องการผจญภัยทางเรือแล้ว พวกไวกิ้งยังต้องการหาพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นกว่าบ้านเกิด ทำให้มีการเดินเรือไปยังพื้นที่มากมายในแถบยุโรป โดยเกาะไอร์แลนด์ และเกาะอังกฤษ ทั้งหมดนี้คือเสร็จพวกไวกิ้งนี้ด้วยเช่นกัน

guiness

ที่เที่ยวในเมืองดับลิน

1. Guinness Storehouse

ดับลินเนอร์เค้าคงไม่ว่าอะไร หากเวลาไปทักเค้าว่า อ้อ มาจากดับลินเหรอ เบียร์อร่อยดีนะ ทั้งนี้ก็เพราะว่า แม้จะมีเรื่องราวมากมายในประวัติศาสตร์ดับลิน – ทั้งเรื่องการก่อร่างสร้างประเทศ สงครามกลางเมืองที่ก่อตั้งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ได้สำเร็จ หรือแม้กระทั่งร่องรอยการตั้งรกรากของไวกิ้ง – ต่างๆ ทั้งหมดนี้ ก็ไม่มีเรื่องไหนจะสู้เรื่องราวของเบียร์สีดำ ที่เป็นสัญลักษณ์ของไอร์แลนด์ที่มีชื่อว่าเบียร์กินเนสได้

นี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ได้มาที่นี่ มักแห่กันไปดูโรงงานเบียร์กินเนส (ที่ไม่มีการเปิดให้ดูโรงงานจริงๆ ตามชื่อหรอกนะ ขอบอก มีแต่ exhibits ที่จะเล่าต่อไป) ทั้งๆ ที่ค่าเข้าก็แสนจะแพง คือคนละ 20 ยูโร่ แล้วแบบว่าให้เดินดูเอง ดูเองอ่านเองไปเรื่อยๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง ก็มีแต่เรื่องปู่ทวด ย่าทวด ของตระกูลนี้ (ที่ขอบอกว่าตะลึงมากเมื่อกลับมาอ่านข้อมูลเพื่อจะเขียนเรื่องนี้แล้วพบว่า ทั้งตระกูลนี้เป็นโปรแตสแตนท์ ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในดินแดนคาทอลิค)
เอาเป็นว่าสิ่งที่ดีที่สุด หากเป็นคนรักเบียร์ ก็คือการได้ใกล้ชิดเบียร์ดังยี่ห้อนี้ไปอีกนิด ก็เค้าก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1759 สร้างโรงงานที่เราได้ไปนี้บนที่ดินที่หาเช่ามาได้นานถึง 9,000 ปี (ตอนนี้เช่ามาได้แล้ว 257 ปี เหลืออีก 8,743 ปี) Guiness Storehouse นี้ตั้งอยู่ที่โรงงานเก่าที่ St. James Gate มีทั้งหมด 7 ชั้น ไฮไลต์สุดๆ น่าจะเป็นชั้น 4 ที่มีให้ชิมฟรี และชั้น 7 Gravity Bar ที่ในตั๋วจะมีให้เบียร์ฟรีคนละแก้ว โปรดใช้เวลาในการจิบ เพราะข้างบนนั้นวิวสวยทีเดียว

ป.ล. เบียร์กินเนสสีดำที่ใครๆ ก็รู้จักเรียกว่า ‘Stout’ ความดำของเบียร์มาจากวิธีบ่ม ที่ใช้ ‘roasted malted barley’ ซึ่งเมื่อข้าวบาร์เลย์ถูกคั่ว น้ำตาล กรดอะมิโนที่อยู่ในข้าวจะถูกทำให้ caramelized ซึ่งทำให้เบียร์มีสีดำ หรือชาวกินเนสจะใช้คำว่า ‘dark ruby’ โดยการรินเบียร์ชนิดนี้มีการใช้ก๊าซไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ผสมลงไปให้เกิดฟอง ทำให้รินเสร็จต้องทิ้งไว้ซักหนึ่งนาทีให้เบียร์เซ็ตตัวและมีเนื้อเนียน ขอบอกว่าแม้จะก่อกำเนิดไอร์แลนด์ แต่กินเนสขายดีที่สุดเลยคือในทวีปอัฟริกา ประเทศคาเมรูน และกาน่า เป็นผู้นำในการดื่มเบียร์ชนิดนี้

streets

พกร่มเดินเที่ยวเมืองเก่า
และการเปียกชุ่มของเกือกแบบดับลินเนอร์

ขอบอกก่อนเลยว่าที่ดับลิน สถานที่ท่องเที่ยว “แทบ” ทุกอย่าง เก็บเงินค่าเข้าทั้งสิ้น หากเป็นโบสถ์เก่า ให้เตรียมไว้คนละ 6 ยูโร จะเข้าไปดูงานเก่าของชาวไวกิ้ง อีกคนละสิบ หรือแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย ก็อีกคนละสิบ หรือทัวร์มหาวิทยาลัยทรินิตี้ ก็ต้องเตรียมไว้คนละ 13 ยูโร ทางเลือกหนึ่งสำหรับคนชอบเที่ยวที่รู้ตัวว่าจะต้องเข้าสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้แน่นอนก็คือ DUBLIN PASS บอกไว้เผื่อเป็นทางเลือกนะคะ ข้อดีคือว่าราคาถูกกว่า เริ่มต้นที่วันละ 49 ยูโร (รวมค่าเข้าโรงงานกินเนสด้วย) แต่ข้อเสียคือว่า ต้องรีบอัดรีบดูเพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว ส่วนตัวเป็นคนชอบเดินช้าๆ ดูโน่นดูนี่ไปตามความต้องการ เลยเลือกที่จะจ่ายตามที่อยากเข้า ไม่เครียดดี
ลองดูได้ที่ www.dublinpass.com

7876

จาก Guinness Storehouse ที่อยู่ออกไปทางตะวันตกของเมือง เราพกร่มเดินเที่ยวเมืองเก่า โดยค่อยๆ เลาะเดินจากย่านนั้นมุ่งหน้าเข้ามาสู่ตัวเมือง ขอบอกเลยว่าเมืองเก่าดับลินมีขนาดไม่ใหญ่มาก เดินง่าย สบายสุดๆ โดยเฉพาะสมัยนี้ที่สามารถซื้อวายฟายจากกรุงเทพฯ ไปใช้ได้ สามารถใช้มือถือบอกทางได้ตลอด จะบอกว่าดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวที่หยิ่งมาก จากปรกติที่จะต้องคอยสบตาชาวบ้าน ยิ้มหวานเพื่อขอถามทาง ตอนนี้แค่ทะเลาะตบตีกับวายฟาย ขอแค่วายฟายใช้ได้เท่านั้นเป็นอันพอ

church

Christ Church Cathedral 

ความเก่าแก่ของดับลิน สามารถดูได้จากความเก่ามากมายของโบสถ์ของเค้าChrist Church Cathedral ตั้งอยู่ในส่วนเมืองเก่าที่เรียกว่า Viking/Medieval Area ทั้งนี้เป็นเพราะว่าในบริเวณนี้มีโบสถ์มากมายแข่งกันตีระฆังดังเหง่งหง่าง ก็เลยได้ชื่อว่า Cathedral Area ซึ่งแน่นอนว่าเต็มไปด้วยวัด (โบสถ์) เก่า ที่หลายแห่งก่อตั้งมาเป็นพันๆ ปี ว่ากันว่า Christ Church Cathedral สร้างมาตั้งแต่สมัย ค.ศ. 1031 ซึ่งเป็นยุคที่พวกไวกิ้งเข้ามาตั้งถิ่นฐาน แนะนอนว่าโบสถ์นี้ทำจากหินทั้งหมด มีการใช้โครงสร้างค้ำยันแบบ Buttress แบบเดียวกับ Notre Dame de Paris แต่สเกลเล็กกว่า แนะนำให้ก้มมองดูความงามของกระเบื้องปูพื้น กระจกสีงดงามที่ประดับอยู่ตามหน้าต่าง หลุมฝังศพด้านใน รวมทั้งชั้นใต้ดินที่เป็น crypt ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเกาะไอร์แลนด์และเกาะอังกฤษ มีมัมมี่แมว + หนูที่ถูกเก็บไว้เป็นดาราของโบสถ์ (คนที่นี่เรียกมันว่า Tom & Jerry) และถูกกล่าวถึงโดย James Joyce นักประพันธ์ชาวไอริชเคยกล่าวถึงไว้ในนวนิยายเรื่อง Finnegans wake ของเค้าด้วย โบสถ์นี้เก็บค่าเข้าคนละ 6 ยูโร่ หรือหากต้องการเพิ่ม Guided tour จะเป็นคนละ 10 ยูโร รายละเอียดเพิ่มเติม และเวลาเปิดปิดของโบสถ์ มีที่ http://christchurchcathedral.ie/

_mg_7863

#เที่ยวเพื่อกิน
Fish and Chips และของอร่อยอื่นๆ ในดับลิน

มาบอกตอนนี้ว่าประเทศไอร์แลนด์นั้นเคยประสบปัญหาอดอยากปากแห้งเป็นวาระแห่งชาติจนประชาชนต้องหนีตายโดยการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศอื่นเราคงจะขมวดคิ้ว และมองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่จริงๆ คือว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุค The Great Famine (1845 – 1852) ที่เกิดการขาดแคลนอาหารมาก เพาะปลูกอะไรไม่ได้เลย จนทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของชาวไอริชไปยังพื้นที่ต่างๆ ของโลก ปัจจุบัน ไอร์แลนด์ผ่านจุดที่เคยอดอยากมานานมากแล้ว จากการที่เป็นประเทศที่ปลูกมันฝรั่ง + ข้าวโพด จนทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารหลัก ปัจจุบันดับลินกลายเป็นเมืองเชิดหน้าชูตาไอร์แลนด์ในเรื่องของอาหาร มีร้านอาหารเก๋+เท่ๆ มากมาย และโชคดีที่ว่าโรงแรมที่เราจองผ่าน booking.com ไม่รวมอาหารเช้าให้ ทำให้มีสาเหตุต้องออกไปข้างนอกเพื่อหาของกินกัน

ขอไม่พูดเรื่องผับบาร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้มาก เพราะผับมีเยอะมากๆ สามารถหาได้ทั่วไป และส่วนใหญ่ผับก็จะเสิร์ฟอาหารเหมือนๆ กัน มีตั้งแต่อาหารเช้าแบบไอริช (เหมือนอังกฤษมาก ขออภัย) แซนวิช เบอร์เกอร์ เบียร์ ฯลฯ เลยจะขอแชร์เฉพาะที่ไปมาแล้วชอบดังนี้

brother

Brother Hubbard 
153 Capel St, Dublin 1, Ireland
เปิดเช้า 8.00 น. (จันทร์ – ศุกร์) 9.30 น. (เสาร์ – อาทิตย์) ปิดเย็นๆ 16.00 – 17.30 น. 

ร้านนี้แสนจะน่ารักเก๋ไก๋ เป็นร้านเล็กๆ ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำลิฟฟี่ไม่ไกลมากจากโรงแรม อาหารเช้า + brunch ของที่นี่เริ่ดเลอมาก มีไข่ มีขนมปัง มีเพสตรี้ต่างๆ แต่ที่เด็ดคือเค้าพยายามใส่สมุนไพร เพิ่มรสชาติด้วยเครื่องปรุงแปลกๆ เช่น ผักชี ของดอง เครื่องเทศ ลงไปไม่ให้จืดเลี่ยนน่าเบื่อ ขนมปังที่นี่อร่อยมาก ส่วนกาแฟนั้นพอได้ แต่เรามันพวกเจอกาแฟเริ่ดเรอจากกทม.ไปเลยรู้สึกสงสารคนแถวนั้นนิดนึง นอกจากอาหารเช้า เค้ายังมีอาหารเย็นที่เน้นรสชาติแบบโมร็อกโค + ไวน์ และร้านเบเกอรี่อย่างเดียวด้านข้างด้วย หากอากาศดีแนะนำให้ออกไปนั่งตรง courtyard เล็กๆ จะได้แสงดีถ่ายรูปงาม

anns

Anne’s Cafe 

มี 3 สาขา ในดับลิน เราไปที่สาขาใกล้โรงแรมมากคือ Moore Street ได้ทานอาหารเช้าแบบ layman คือเยอะมากๆ ราคาถูกมากๆ แต่รสชาติและความสะอาดโอเคเลยค่ะ เรากิน mini breakfast ที่เลือก breakfast item ได้สองอย่าง (เลือกไข่เจียวสเปน (Frittata) ไส้หัวหอม แฮม ที่มาชิ้นหนามากๆ และเบคอน) สองอย่างนี้ พร้อมขนมปังสองชิ้นใหญ่ๆ + เนย + แยม + กาแฟคาปู ราคา 3.95 ยูโร ราคาแบบนี้แต่ร้านสะอาดสะอ้านสวยเก๋อีกต่างหาก ที่สำคัญอาหารถูกอุ่นร้อนก่อนเสิร์ฟทุกอย่าง ขอแนะนำเลยค่ะ (เค้ามีประมาณ 3 สาขา ดูได้จากเว็ป)

img_3063

castle

 ชมเมืองเก่าด้วยสองด้านแม่น้ำลิฟฟี่
Dublin Castle
จันทร์ – เสาร์ 9.45 – 16.45 น. อาทิตย์ + วันหยุดธนาคาร เที่ยง – 16.45 น.

ปราสาทดับลินตั้งอยู่ในตัวเมืองเลย สามารถเดินไปเที่ยวได้สบายมาก ที่สำคัญ คือวันพุธเข้าฟรีโลดตลอดทุกส่วน รวมทั้งส่วนที่เป็น Royal Chapel + State Apartments + Undercroft ด้วย ซึ่งปกติจะต้องเสียค่าเข้าและต้องมี guided tour คนละประมาณ 5 ยูโร

แน่นอนว่าฝนพรำตลอดเวลาที่เราอยู่ใน Castle ถ่ายรูปมาหน้าตาแบบนี้ สวย เศร้า เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความทุกข์ยาก การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ การเสียสละของคนธรรมดาๆ ที่กลายเป็นฮีโร่ การแตกแยกของเกลอเก่า และที่สำคัญความภูมิใจในการเป็นไอริชเต็มตัว มิใช่ไอริชเหนือที่ขึ้นอยู่กับอีกประเทศนึงอะไรแบบนี้นั่นเอง

_mg_7959

ชื่อนั้นคือปราสาท แต่อาคารที่มีคอร์ตยาร์ดตรงกลางแห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ค.ศ. 1204 สมัยที่ไอร์แลนด์ยังเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร (#สังเกตุดูว่าสหราชอาณาจักรนี่มีอาณาจักรน้อยลงเรื่อยๆ พอมีการโวตเอ้าท์จากสหภาพยุโรป สิ่งแรกที่เราเห็นคือการที่สมเด็จพระราชินีนาถเสด็จไปสก็อตแลนด์ทันทีเพื่อกล่าวในพิธีเปิดประชุมสภาสมัยที่ 5 และขณะที่เขียนนี้ เจ้าชายวิลเลียมและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ก็เพิ่งเสด็จไปเยือนแคนาดา – หนึ่งในประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ กระชับสัมพันธ์ค่ะๆ มีเพื่อนดีกว่าไม่มีเน้อ#) ซึ่งปราสาทนี้ นอกจากจะเป็นที่มั่นของไอร์แลนด์ในการสู้รบกับศัตรูมากมายในอดีตแล้ว ยังเป็นที่ทำการของสหราชอาณาจักร ของรัฐบาล สถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการของประเทศ รวมทั้งได้กลายเป็นโรงพยาบาลกาชาดในช่วงที่ไอร์แลนด์มีสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ. 1916 ที่ก่อให้เกิดการแยกประเทศเป็นสาธารณรัฐไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือจนถึงปัจจุบัน

สามารถเดินชมห้องหับต่างๆ พร้อม exhibits ที่บอกเรื่องราวของปราสาทแห่งนี้ได้เรื่อยๆ มีทั้งห้อง drawing room ที่เป็นห้องที่จัดงานบอลรูมช่วงที่เรียกว่า the season ในศตวรรษที่ 18-19 คือช่วงหาคู่ของสาวๆ ไฮโซของอังกฤษและไอร์แลนด์ หากเป็นคนที่ชอบอ่านนิยายประโลมโลกพวกรีเจนซี่โรแมนซ์อย่างเช่นผู้เขียน จะนึกภาพออก

Royal Chapel โบสถ์หลังเล็กๆ ที่อยู่ในบริเวณนะคะ เป็นโบสถ์ประมาณส่วนตัวของครอบครัวที่อยู่ในปราสาท เพราะอยู่ติดกันกับส่วนที่เป็นที่พักคือ state apartments เลย สวยงามตามที่เห็น
ข้อดีในการมาเที่ยวปราสาทในวันพุธคือ ได้เข้าฟรี แต่ไม่มีไกด์บอกเลยว่าอะไรคืออะไร แต่ที่แอบได้ยินมาของเด็ดในนี้คือออร์แกนขนาดใหญ่ที่ว่ากันว่าเป็นของขวัญที่ Prince Albertคนรักของ Queen Victoria มองให้พระนาง ปัจจุบันออร์แกนหลังนี้ยังใช้งานได้อยู่

museum

National Museum Archeology 
ปิดวันจันทร์ และไม่เก็บค่าเข้า

ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ ก็ขอแนะนำอย่างแรงให้มาเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ค่ะ
ไม่ใช่เพราะว่าฟรี แต่เพราะว่าของเค้าดีและน่าสนใจมาก แต่แม้ว่าจะไม่มีการเก็บค่าเข้า แต่ก็ขอแนะนำให้บริจาคเงินนะคะ คนละ 5 ยูโร กำลังดี ทุกอย่างล้วนต้องมีค่าใช้จ่าย เราก็ควรจะสนับสนุนเค้าอย่างเต็มใจ

ดับลินมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลายแห่ง แต่ที่เป็นไฮไลต์ก็คือส่วนที่เน้นโบราณคดี ที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สวยงามมากๆ มีการแสดงเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องประดับของมนุษย์ตั้งแต่ยุคหินที่สามารถมีการบันทึกไว้ได้ มีเครื่องทอง เครื่องเงิน อัญมณี เครื่องประดับต่างๆ และที่เด่นมากๆ ก็คือ Cashel Man หรือ bog body ซากมนุษย์ที่ถูกค้นพบในหนองน้ำ ที่เก่าแก่ที่สุดในไอร์แลนด์เลย bog body มีทั้งหมดประมาณ 5 ชิ้น และเก่าแก่มากคือสามารถในเทคโนโลยีสืบได้ว่ามีอายุเก่าแก่ย้อนได้ไปถึงยุคบรอนซ์เลยทีเดียว โดยเชื่อว่า bog body เหล่านี้คือหลักฐานที่ว่าคนในยุคนั้นมีการทำพิธีกรรมคือการสังเวยชีวิตมนุษย์เพื่อความเชื่อทางศาสนา ซึ่งมีหลักฐานว่าเกิดขึ้นเป็นประเพณีของยุคหิน bog body เหล่านี้ทำให้เรายืนจ้อง ผิวหนังดูเหมือนแห้งไปธรรมดา ไม่อยากจะเชื่อว่าไม่เน่าเปื่อยทั้งๆ ที่มีอายุเป็นพันๆ ปีแล้ว หรือนี่คือผลที่ได้จากการสังเวยชีพอย่างแท้จริง การได้อยู่ยงคงกระพัน สืบทอดเจตนารมย์ของผู้สละชีวิต มาจนถึงศตวรรษที่ 21 และอีกต่อไปเรื่อยๆ บนโลกใบนี้university

Trinity College 

บอกก่อนเลยว่ามนุษย์นี่แหละคือหนึ่งในสิ่งที่แสนจะมหัศจรรย์ของโลก โดยเฉพาะสมองของมนุษย์ที่สามารถหยิบจับเรื่องราว สิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วกลั่นกรองเป็นข้อสังเกตุหรือวิสดอม คำคมต่างๆ ที่เป็นจริงและสามารถใช้ได้ตลอดไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ลองอ่านนี่ดู

“Ordinary riches can be stolen; real riches cannot. In your soul are infinitely precious things that cannot be taken from you.”

“It is absurd to divide people into good and bad. People are either charming or tedious.”

“By giving us the opinions of the uneducated, journalism keeps us in touch with the ignorance of the community.”

ที่แสนคลาสสิค
“Most people are other people. Their thoughts are someone else’s opinions, their lives a mimicry, their passions a quotation.”

และที่เด็ดและแสบมาก
“It is better to have a permanent income than to be fascinating.”

หรือหากยังไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้คือคำพูดของใคร ลองอ่านอีกซักประโยคนึง ประโยคนี้น่าจะต้องเคยเห็นแน่ๆ

“The only way to get rid of temptation is to yield to it… I can resist everything but temptation.”

ทั้งหมดนั้นคือคำพูดแสนอมตะนิรันดิ์กาลของ Oscar Wilde
นักประพันธ์ที่ไม่ว่าเราจะเคยอ่านเรื่องของเค้าหรือไม่ ก็จะต้องเคยได้ยินชื่ออย่างแน่นอน นี่คือตัวอย่าวของคนที่ larger than life ของจริง และ Oscar Wilde ก็เคยเรียนที่ Trinity College แห่งนี้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของไอร์แลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1592 โดย Queen Elizabeth I

Oscar Wilde คือคนในยุค ค.ศ. 1854 – 1900 คือร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่คำพูดของเค้าแสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติมนุษย์เหมือนเดิมทุกประการ

หากได้มาที่นี่ แนะนำให้ซื้อทัวร์ที่นักศึกษาเป็นคนนำเที่ยว คนละ 13 ยูโร และรวมค่าเข้าไปชมห้องสมุดเก่าและส่วน exhibition ของ The Book of Kells  เรียบร้อยแล้ว คุ้มกว่าไปซื้อตั๋วแยก และได้ฟังเรื่องสนุกๆ ขำๆ จากน้องๆ หน้าตาดีเหล่านี้อีกเป็นของแถม

ไม่อยากจะลงรายละเอียดของสถานที่เพราะคิดว่าหากคนอ่านสนใจจริงๆ บนอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลมากมายอยู่แล้ว แต่ขอชี้จุดสำคัญที่ประทับใจเวลาไปเที่ยวอะไรแบบนี้นะคะ สถานที่ๆ เก่าแก่มากขนาดนี้เต็มไปด้วยเรื่องราว ที่แอบปลื้มมากๆ คือการสืบทอดวัฒนธรรมเหล่านี้โดยคนรุ่นใหม่ หน้าตาภูมิอกภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของความเก่าแก่นี้ ยิ่งเก่ายิ่งมีค่า เราบินข้ามน้ำข้ามทะเลมานี่ขอดูแต่ของเก่าเลย ตึกใหม่ใช้เหล็กกับกระจกนี่ที่ไหนก็มีนะคะ แต่ของเก่านี่หายากขึ้นทุกวัน นักศึกษาที่มานำทัวร์เหล่านี้ สอบเข้าที่นี่ได้ และเรียนจบ แต่คิดว่าน่าจะยังติดที่อยู่เลยกลับมารับจ๊อบเป็นทัวร์ไกด์ แต่ว่าไปใครหละจะนำทัวร์ได้ดีไปกว่านักศึกษาที่ผ่านการเรียน การใช้ชีวิตที่มหาวิทยาลัยมาแล้วหลายปี ได้ซึมซับวัฒนธรรมของสถานที่ ของทุกอย่าง แล้วมาบอกต่อ อันนี้ประเด็นคือ ปลื้มปลิ่มกับวัฒนธรรมที่เก่าแก่ก็จริง แต่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย

ทัวร์จัดเป็นภาษาอังกฤษ (แน่นอนว่าสำเนียงไอริชมาก) เดินไปคุยไป หัวเราะกันไป สนามที่เราได้ยืน เมื่อก่อนเคยเป็นหลุมฝังศพ ต้นเมเปิ้ลที่เรายืนหลบฝน ได้มาจากแคนาดา ห้องสมุดที่สวยงามมากๆ ที่เราชื่นชม ด้านล่างมีทุ่นใช้ลอยกันน้ำ เพราะดับลินอยู่ติดน้ำ น้ำท่วม คนโบราณเลยใช้ทุ่นมาป้องกันทรัพย์สมบัติที่แสนจะมีค่า ซึ่งก็คือหนังสือเหล่านี้ The Book of Kells คือเรื่องราวของศาสนา การทุ่มเทแรงกายแรงใจในการจารึกคำสอนของศาสนา สำหรับดิฉันทุกอย่างในนี้ คือคุณค่า เมื่อมีปัญหาเราจึงต้องคิดแก้ไข ซึ่งก็ทำให้เกิดการพัฒนา เกิดคุณค่าขึ้นมาอีก และนี่คือสาเหตุว่าทำไมที่นี่ถึงมี หนังสือเล่มหนึ่งที่คนทั่วโลกต้องบินมาดูซักครั้งในชีวิต ของเก่าอย่างห้องสมุด หนังสือเก่าแก่หลายพันปี เป็นเรื่องราวที่เราไม่ลืม มีการทำนุบำรุง รักษา มีส่วนของการเก็บรักษาหนังสือเก่า นี่คือคุณค่าที่ได้จากการทัวร์ที่นี่

img_3429

Tower Records

ว่ากันว่า Tower Records ร้านขายเพลงที่เคยมีสาขาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ตอนนี้มีเหลืออยู่ในโลกเพียงสองที่คือ ที่โตเกียว และที่ดับลิน ดังนั้นร้านนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของเรา

Tower Records ร้านใหญ่อยู่แถวทางที่จะเดินไป National Museum Archeology พอดี สามารถเดินแวะเข้าไปดูได้ หน้าร้านดูเล็กๆ ไม่มีอะไรมาก แต่ด้านในหนาแน่นไปด้วยเพลง หนัง ของที่ระลึกตามแบบฉบับของร้านนี้ที่ผู้ที่เกิดก่อนยุคอินเทอร์เน็ตและมือถือต้องคุ้นเคย ก็เมื่อก่อนเราต้องฟังเพลงจากซีดี ซื้อทีละอัลบั้ม ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบมันหมดทั้ง 13 เพลงในแผ่นนั่นหรอก เลยต้องเอามามิ๊กซ์เองไรเอง จัดกลุ่มเป็นซีดีที่ชอบเอง ตอนนี้ก็ทำเหมือนกันแต่เป็นการทำใน playlist แถมซื้อเพลงตอนนี้ก็ยังสามารถซื้อได้ทีละเพลง เลือกได้ตามชอบ

ดังนั้นร้าน Tower Records จึงต้องปรับตัว แน่นอนว่าการได้มายืนเลือกเพลงแบบนี้ ได้เห็น ได้หยิบจับ cover หรือปกซีดี (และแผ่นเสียง ที่ตอนนี้กลับมาแรงมาก) ที่มักถูกออกแบบอย่างสวยสุดๆ เป็นเรื่องที่หลายคนยังชอบ ที่สำคัญร้านนี้ยังมีเพลงเก่าที่คลาสสิคทุกประเภท แจ๊ส ร็อค หนังเก่า และรูปแบบการอัดเพลงสมัยก่อนที่ออกซิงเกิ้ล หรือแผ่นเสียงขนาด 7 นิ้ว ไว้จำหน่ายด้วย คนรักเพลงและของแบบนี้โปรดเตรียมเงินไปช็อปเลย

img_3135

#เที่ยวเพื่อกินต่อไปในดับลิน
#ร้านอร่อยกิ๊บเก๋ย่านเมืองเก่า

หากไม่ถือโพยนี้ แต่อยากหาร้านอร่อยๆ รับประทานเอง แนะนำให้เดินย่านเมืองเก่า แถบถนนต่างๆ แถวๆ หน้ามหาวิทยาลัยทรินิตี้นะคะ เพราะส่วนนี้มีร้านอาหารเก๋ๆ เยอะมากทีเดียว รวมทั้งผับแบบไอริชที่ใครๆ มาก็อยากจะลองนั่งดู แต่ที่เราไปมาแล้วเกิดอาการติดใจ มีดังนี้

fallon-byrne

Falcon & Bryne

อันนี้ถือว่าเป็น food haven ของดับลินเนอร์ก็ว่าได้ ส่วนตัวชอบร้านนี้มากที่สุดเลย เพราะมีของทุกอย่างที่ชอบ ด้านหน้าทางเข้าเป็น deli + specialty grocery ที่ขายผัก ผลไม้ ด้านในมีชีส อาหารปรุงสำเร็จ เครื่องปรุงแปลกๆ และอาหารทะเลขาย

ถัดมาจากส่วน grocer เป็นคาเฟ่ แบบ self-served มีแผงเบเกอรี่ที่ดูดีมากทำให้เลือกลำบาก แต่ที่เลือกมาคือเค้กแครอทอร่อยสุดๆ รับประทานกับช้อกโกแลตร้อน และชา
ด้านล่างของร้าน เป็นส่วนของ wine cellar มีไวน์ขาย + small plates ประเภท cold cuts, snacks ต่างๆ แกล้มไวน์ เริ่มต้นเค้าว่าเป็นส่วนที่ทำให้คนที่จะซื้อไวน์สามารถมาชิมได้ถนัด แต่ไปๆ มาๆ วันๆ คนที่จะมาชิมแล้วซื้อไวน์กลับบ้านมีน้อยกว่าคนที่มาชิมแบบดื่มจริงจังเสียอีก ส่วนด้านบนสุดนั้น เป็นร้านอาหารจริงจัง เสิร์ฟอาหารกลางวันและเย็น มีทั้งแบบ set menu และ a la carte

แค่ร้านเดียว หากจะให้กินจริงจัง ยังต้องกลับมาอีกสามครั้งถึงจะครบประสบการณ์
นี่ไงที่ว่าดับลินมาไกลมากจากจุด The Great Famine แล้วจริงๆ

greenhen

The Green Hen

ถัดมาจาก Falcon & Bryne ไม่กี่ห้องคือร้านอาหารสวยเก๋แบบเรโทรแห่งนี้ ขอบอกว่าเห็นแว่บแรกแล้วหลงรักเลย บรรยากาศเหมือนย้อนกลับไปยุค 1920s ในยุโรป ที่เรียกว่า opulent คือหรูหราแบบติสต์ที่มีรายละเอียดยุ่งๆ นิดหน่อยนะคะ ไม่ใช่หลุยขลิบทองสวยเนี๊ยบ ร้านนี้มีส่วนบาร์ ที่มีที่นั่งและด้านใน + ชั้นบน mezzanine เราไปทานอาหารเย็นกัน เค้ามีเสิร์ฟอาหารแบบ set ด้วย ง่ายดี รสชาติอาหารก็พอใช้ได้ แต่ยังไงๆ ก็คืออาหารฝรั่ง คุณภาพโอเค แต่บอกตรงๆ ว่าไม่ได้ปลื้มปริ่มมากนัก แต่ที่ชอบคือบรรยากาศ กินข้าวสวยๆ

ป.ล. หากต้องการนั่งโต๊ะดีหน่อยจะต้องจองโต๊ะไปล่วงหน้า เราสองคนไม่จองเพราะเดินเที่ยวกันแบบไม่อยากกะเวลา หรือเกร็งมองนาฬิกา แต่ใช้วิธีไปร้านดังเหล่านี้กะเอาตอนที่คนยังไม่เยอะมาก เป็นอันว่าโชคดี

ร้านหรูแบบนี้ที่ไอร์แลนด์ยังไม่คิดค่าบริการลงไปในบิล ซึ่งเราสามารถบวกให้เขาได้หากต้องการfishshack

Fish Shack

ร้านขายอาหารทะเลย่านเมืองเก่าที่เราสองคนชอบ คิดว่าของเค้าสดและอร่อยมาก แนะนำให้ลองดู แต่เวลาเดินทางแบบนี้ มักไม่กล้ารับประทานของดิบ กลัวมีปัญหา เลยเลือกแต่ของที่ปรุงสุกแล้ว หนึ่งได้ดูฝีมือการปรุงของเค้าด้วย และปลอดภัยสบายใจดี

Fish and Chips ที่เป็นอาหารหลักของประเทศนี้ เค้าทำได้ดีมาก ปลาสดหวาน และทอดได้ชุ่มฉ่ำมาก ของธรรมดาที่ปรุงได้เลิศเลอ ได้กินถึงได้รู้ว่าเวลาเค้าทำได้อร่อยเนี่ย รสชาติเป็นอย่างไร อีกจานคือปลา plaice ย่างทั้งตัว เสิร์ฟกับสลัด ที่อร่อยมากอีกแล้ว วัตถุดิบดีนี่คือจบ ราคาดีอีกต่างหาก ยิ่งเทียบกับของที่เราได้แล้ว เรียกว่าคุ้ม

img_3049

Pho Viet

เวลาไปยุโรปแล้วเจอร้านเฝอ หลายครั้งทำให้น้ำตาไหลได้ง่ายๆ คือเป็นคนไทย ยังไงก็ชอบมากกว่าที่จะได้กินอาหารเอเชีย เวลาเที่ยวยุโรปมันไม่เหมือนอเมริกา อาหารเจ็กจีนไทยเวียดนามค่อนข้างหายาก สิบกว่าปีที่แล้วเราสองคนไปเที่ยวออสเตรีย ฮังการี สโลวาเกีย โครเอเชีย มอนเตเนโกร และอื่นๆ ในแถบนั้น ล่องรถเที่ยวกันไปหลายสิบวันโดยไม่มีข้าวสวยตกถึงท้องเลย พอกลับมาที่เวียนนาเพื่อพักร่างรอขึ้นเครื่องกลับบ้าน เกิดโชคดีเดินไปเจอกับร้านเฝอโดยไม่ได้ตั้งใจ จำได้เลยว่าซดน้ำซุปเฝอร้อนๆ ช้อนแรกตอนนั้นคือน้ำตาไหลพรากจริงๆ

เฝอร้านนี้อยู่แถวที่พักของเราเลยในดับลิน ตอนจองโรงแรมเสร็จ application เด้งขึ้นมาว่าร้านเฝอเวียดอร่อยมาก ได้รับการจัดอันดับอย่างดีใน Tripadvisor แล้วเราจะรออะไรละคะ เดินข้ามถนนไปกินเลยเป็นมื้อแรก และมื้อก่อนสุดท้าย แต่แม้ว่าเมนูเค้าจะมีมากมายอะไรโน่นนี่ แต่เราก็กินเหมือนเดิม คือเฝอ ไก่และเนื้อ และปอเปี๊ยะสดไส้กุ้ง

น้ำตาไม่ไหล แต่อุ่นใจมากๆ


castle2

DAY TRIP
IRISH RAIL
CLIFF OF MOHER + BUNRATTY CASTLE

อยู่ดับลิน 5 วัน เราได้จองทัวร์ไปเที่ยวนอกเมืองกับเค้าหนึ่งวันค่ะ สมัยนี้สามารถจองทุกสิ่งอย่างได้ทางเน็ต เลือกได้ อ่านรีวิวได้ เทียบราคาได้ เราเลือกทัวร์ของ Irish Rail ที่ไป Cliff of Moher ปราสาทสมัยไวกิ้งที่เมือง Bunratty และเมือง Galway ใช้เวลาทั้งวัน ออกจากดับลินประมาณ 7 โมงเช้า กลับมาดับลินประมาณ 5 ทุ่ม เป็นวันที่เหนื่อยมาก และแน่นอนว่าฝนตกตลอดทางอีก

ซื้อทัวร์เค้าจะออก voucher (อ่านว่าเว้าเช่อร์…ได้โปรดเถิด) ให้นะคะ สามารถ save ลงมือถือได้ ถึงเวลานัดก็ให้เค้าดูค่ะ จะมีการเช็คชื่อแจกตั๋วขึ้นรถไฟ เรานั่งรถไฟจากดับลิน (สถานี Heuston) เพื่อไปเมือง Limerick เมืองที่เป็นต้นกำเนิดกลอนที่เรียกว่า Limerick คือสมัยก่อนสิ่งบันเทิงที่มนุษย์หาได้คือการแต่งกลอนนะคะ ก่อนขึ้นรถบัสไปยังปราสาท Bunratty ช่วงนี้ฟ้าใสเล็กน้อยทำให้ถ่ายภาพออกมาเริ่ดเลอทีเดียว ปราสาทนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคไวกิ้ง ทุกอย่างทำด้วยหิน และถูกออกแบบมาให้เพื่อป้องกันข้าศึกมากกว่าความสะดวกสบาย เช่น บันใดที่วนซ้ายแบะขั้นบันไดที่ไม่เท่ากัน หรือช่องแอบฟังเวลาเชิญแขกมาทานอาหาร จะได้ล้วงความลับได้ แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรานึกย้อนถึงความโชคดีของตนเองก็คือ เรื่องราวที่ว่านักรบสมัยก่อนอาบน้ำกันปีละหน และหน้าหนาวที่แสนจะหนาวเข้ากระดูกดำนั้น นายทหารระดับแม่ทัพเท่านั้น ที่จะได้มีที่ใกล้กองไฟเพื่อความอบอุ่น (คือมีการจัดเรียงพื้นที่นอนกันตามลำดับตำแหน่ง และมีกองไฟอยู่เพียง 1 กองในหนึ่งห้อง)

เครียดมากจนต้องหันไปดูวิว ต้นไม้สวยดี มีแพะแคระนอนตากแดดอุ่นๆ อย่างชิลๆ แวะทานชากับสโคนก้อนยักษ์ แล้วก็เดินทางต่อด้วยรถมายัง Cliff of Moher

cliffs

หากดูในแผนที่จะเห็นว่า Cliff of Moher นี้อยู่ติดทางตะวันตกของเกาะไอร์แลนด์เลยนะคะ พื้นที่ช่วงนี้เรียกรวมว่า The Burren ที่มีพื้นที่เต็มไปด้วย limestone บางแห่งมีเยอะมากจนครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของภูเขาเลย

หน้าผาโมเฮอร์นี้มีความสูงลดหลั่นกันไป สูงสุดคือ214 เมตรจากมหาสมุทรแปซิฟิก เดินเที่ยวกันจนเมื่อย ถ่ายรูปกันท่ามกลางสายฝนพรำ พอเหนื่อยก็เข้ามาพักร่างที่ Visitor Center ที่เค้าสร้างแบบฝังไว้ในภูเขาสวยงาม ด้านในมี exhibits แสดงถึงเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่แถบนี้ พร้อมกับหนังสั้นที่ฉายวนไป แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของพื้นที่ส่วนนี้ของเกาะไอร์แลนด์

จากหน้่าผานี้ เรานั่งรถต่อมายังเมือง Galway เมืองท่าขนาดย่อมของฝั่งตะวันตก ที่นี่มีเวลาเยอะหน่อย แต่เดินเล่นอะไรไม่ได้มากอีก เพราะฝนเทลงมา เลยแวะเข้าผับทานอาหารเย็นก่อนได้เวลาขึ้นรถไฟกลับสู่เตียงอันอบอุ่นที่ดับลินต่อไป

ดีใจที่ได้เห็นนะคะ แม้ว่าฟ้าฝนอาจจะไม่เพอร์เฟค แต่นักท่องเที่ยวที่มาแล้ว ก็ยังต้องมาเที่ยว ขนาดฝนตกหนัก เรายังเห็นนักท่องเที่ยวเดินเล่นกันแบบสู้สุดๆ แน่นอนว่าชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป มีอุปสรรคบ้างอะไรบ้าง แต่ทุกอย่างก็คือองค์ประกอบอย่างที่คนชอบพูดว่า C’est la vie! นั่นเอง

เราลาจากดับลินกันในวันถัดมา เพื่อขึ้นรถไฟจากสถานี Connolly ขึ้นเหนือไปยังเมืองเบลฟาสต์ (Belfast) ค่ะ เจอกันคราวหน้าค่ะ

วันนั้นสามีพกแต่เลนส์ไวด์ค่ะ ^^
วันนั้นสามีพกแต่เลนส์วายด์ค่ะ ^^

more on london
Premium Economy (Elite Class) Eva Air Bangkok – London (Direct Flight)
ลอนดอน ‘Same Same But Different’
อาหารโน่นนี่ในลอนดอน
 Malby Street market + druid street market, london
ร้านขนมเก่าแก่ที่สุดของลอนดอน Maison Bertaux, Soho, London
Afternoon Tea ที่เก๋มากมาย (และคุ้มมาก) ที่ The Diamond Jubilee Tea Room, Fortnum & Mason 
Padella ร้านพาสต้าเส้นสด ครัวเปิด ทำใหม่ๆ ทุกๆ จานปลายสะพานลอนดอน
Shoreditch, london
Gibraltar and Implication Upon Brexit
dublin, ireland
4 Highlights in Dublin (When it Rains, as it Usually Does)
Day-Trip from Dublin: Cliffs of Moher, Limerick, Bunratty Castle
เที่ยว The Guinness Storehouse, Dublin
Hot Chocolate First, then Fish and Chips in Dublin
belfast, northern ireland
Mini-Guide to Belfast: Love, War and Food
Yardbird, Belfast

🍀 BY OHHAPPYBEAR. all rights reserved. 🍀




2 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *