บิน Delta Air Lines ซีแอตเทิล – Seattle, WA (TH)

4027
นั่งเครื่องย้อนเวลามาสหรัฐ เห็นภูเขาด้วยไรด้วย ^^ (น่าจะเป็น Mt. Rainier)

อ่านเรื่องตอนแรก POSTCARDS FROM SEATTLE

เครื่องบินออกเวลาตีห้า หมายถึงเราสองคนจะต้องไปถึงสนามบินอย่างน้อยตีสองครึ่ง หมายถึงหากไม่นอนเร็วตั้งแต่หกโมงเย็น ก็อาจจะไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืนเพราะกลัวว่าจะตื่นไม่ทัน สายการบินเดลต้าบินจากกรุงเทพฯ เข้านาริตะ (ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง) รอเปลี่ยนเครื่องเพียงหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็บินเข้าสนามบิน Seattle-Tacoma โดยใช้เวลาอีกประมาณ 9 ชั่วโมง เดลต้าเป็นสายการบินที่สะดวกมากๆ หากต้องการเดินทางท่องเที่ยวภาพตะวันตกเฉียงเหนือสหรัฐ เพราะมีเที่ยวบินตรงไปถึงทั้งซีแอตเทิลและพอร์ตแลนด์ โอเรกอน ไม่ต้องไปเสียเวลาเข้าเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น แอลเอ ซานฟรานฯ ก่อนแล้วค่อยต่อเครื่องมาเมืองเหล่านี้อีกที

4025
พื้นดินเขียวๆ ทางแปซิฟิกนอร์ทเวสต์ของสหรัฐ

ด้วยความที่ไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน ทั้งจัดกระเป๋าและเก็บบ้านให้เรียบร้อย (ส่งหมาแก่ไป day care วันก่อนหน้านั้นเรียบร้อย) พอขึ้นเครื่องปุ๊ป เราก็สามารถหลับกันได้ทันที ^^แต่ด้วยความตื่นเต้นที่กำลังจะได้กลับไปเที่ยวเมืองที่ชอบมากที่สุด (โดยเฉพาะเมื่อฝนตกพรำๆ อากาศเย็นๆ ฟังแล้วเหมือนเป็นคนเพี้ยนๆ หลอนๆ) เลยตื่นขึ้นมาดูหนังบ้างอะไรบ้างเพลินๆ ไป เครื่องบินที่ได้นั่งไปวันนั้นเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหม่ ที่นั่งชั้นประหยัดมีหมอนรอคอและจอโทรทัศน์แบบทัชสกรีน อาหารแม้จะเบๆ ข้าวกับกับหนึ่งอย่าง สลัด ผลไม้ ขนมปัง ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็พอใช้ได้ และด้วยความที่เที่ยวนี้จะไปถึงนาริตะประมาณบ่ายสามโมงของประเทศญี่ปุ่น ก็เลยมีคนไทยจำนวนมากที่ขึ้นมาแล้วลงญี่ปุ่น ไปเที่ยวตอนที่เขายกเว้นวีซ่าพอดี

4937
ที่สนามบินนาริตะ กำลังรอขึ้นเครื่องไปซีแอตเทิล

การบินข้ามทวีปมาสหรัฐฯ สิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือได้เวลากลับคืนมา เพราะสหรัฐโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ช้ากว่าเราประมาณ 13-14 ชั่วโมง เราออกเดินทางตีห้าวันที่ 3 กันยายนของประเทศไทย ถึงซีแอตเทิลตอนเช้า 8.15 ในวันเดียวกัน เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่หน่อย คิวตรวจคนเข้าเมืองของซีแอตเทิลจึงยาวมากๆ (แต่ก็ยังดีกว่าแอลเอแน่นอน) และใช้เวลาร่วมชั่วโมงหนึ่งทีเดียว มาถึงที่นี่สิ่งที่จะต้องเตรียมตอบคำถามคือ มาทำไม (คำตอบสำหรับพวกเราคือ visiting) มากี่วัน (about a month and a half) พักที่ไหน (ที่ Seattle คือ Mayflower Park Hotel) แล้วพกเงินสดมาเท่าไหร่ พอบอกว่าเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็ยักคิ้วแล้วยิ้มให้ หันไปมองสามีแล้วบอกว่า You must be the photographer then? Yes! OK! Enjoy your stay!

4955
วิว Elliot Bay ของซีแอตเทิล

เราวางแผนกันแต่ต้นแล้วว่า มาเที่ยวอเมริกาคราวนี้ จะไม่เช่ารถขับเที่ยวเหมือนครั้งก่อนๆ เป็นอันขาดเพราะว่าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง และการเดินเที่ยวแม้จะเหนื่อยกายแต่ก็ไม่ต้องประสาทตึงขับรถเหมือนอยู่กรุงเทพฯ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับวิถีของประเทศนี้จะรู้ว่า การไม่ขับรถเลยในสหรัฐถือว่าเป็นเรื่องกล้าหาญมากอย่างหนึ่ง เพราะด้วยความที่เป็นประเทศใหญ่ สิ่งต่างๆ ในประเทศนี้ถึงได้อยู่กระจัดกระจายกันไปทั่วเมือง แต่ละที่ก็ใหญ่ยักษ์จนต้องเดินขาลาก ข่าวดีคือว่า แม้ว่ารถยังจะสำคัญในความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ที่นี่ แต่สองเมืองที่เราเลือกมาเที่ยวในครั้งนี้ถือว่าเป็นสองเมืองที่ pedestrian friendly มากที่สุดของประเทศนี้ก็ว่าได้ หนึ่ง ดาวน์ทาวน์มีขนาดไม่ใหญ่มาก และทุกสิ่งอย่างอยู่ในเขตใกล้กันแบบเดินได้ สองหากต้องการออกไปนอกเมืองหรือเมื่อยมากนัก เขาก็มีระบบขนส่งสาธารณะอย่างดี ไม่แพง ที่เราสามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องเช่ารถเลย

4962
Pike Place Market ที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของชาวเมืองเมื่อปีค.ศ. 1907

ดังนั้นพอพ้นด่านตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย สิ่งที่เราสองคนทำก็คือ เดินลากกระเป๋าคนละใบข้ามที่จอดรถของสนามบินไปยังสถานีรถไฟของ Sound Transit ที่มีรถไฟเข้าเมืองออกทุกๆ 10 นาที ราคาคนละ $2.75 โดยหยอดเงินซื้อตั๋วได้ที่เครื่องในสถานี และใช้เวลาวิ่งเข้าเมือง สถานี Westlake Center ที่ติดกับที่พักของเราประมาณ 40 นาที ผ่านย่าน SODO (South of King Dome สนามกีฬาเก่าที่ถูกทำลายไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่บ้านยังมีรูปโดมแห่งนี้ ที่ซื้อเก็บไว้นานแล้วเป็นที่ระลึก) และ Stadium (มีสนามกีฬา Safeco Field, Century Link Field) ซึ่งอยู่ด้านใต้ของตัวเมือง ก่อนที่จะเข้าเขตเมือง ผ่าน International District/China Town ย่าน Pioneer Square จนถึงปลายทางที่ Westlake หัวใจของดาวน์ทาวน์ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และห้างมากมาย

4957
ฟ้าใสๆ สวยๆ ในดาวน์ทาวน์ซีแอตเทิล ที่สามารถเปลี่ยนเป็นครึ้มฝนได้ตลอดเวลา

แม้ว่าโรงแรมที่พวกเราพักจะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ คือเลยไปหนึ่งบล็อกเท่านั้น (แต่ด้วยความฉลาด เราสองคนก็ต้องหลงและเดินวนเป็นวงกลมเล็กน้อยพอประมาณ) แต่ก็ขอแนะนำว่าอย่าหอบของมามากนักหากคิดจะลากกระเป๋าเที่ยวเองเช่นนี้ เพราะมีทั้งบันได มีทั้งลิฟต์ตลอดทาง วิธีหนึ่งที่จะทำให้กระเป๋าไม่หนักก็คือ การวางแผนใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้นแทนที่จะใช้เสื้อกันหนาวตัวโตๆ ตัวเดียว วันที่เรามาอากาศดีมากเพราะเป็นปลายๆ ฤดูร้อน แต่หากใครรู้จัก Pacific Northwest ดีก็จะรู้ว่าที่เขาพูดกันว่า unpredictable like the weathers นั้นคือความจริง นาทีนึงแดดออกฟ้าใส อีกนาทีนึงเมฆเริ่มครึ้ม ฝนอาจตก ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้นการใส่เสื้อหลายๆ ชั้น ทำให้สามารถลอกออกได้ หรือใส่เพิ่มได้ทีละชั้นๆ จะสะดวกกว่าแถมยังดูโลคัลมากๆ (ไม่ดูเป็นนักท่องเที่ยวเสร่อๆ 🙂 สิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยก็สำหรับคนที่ชอบเดินเที่ยวก็คือ รองเท้าคู่ใจที่ใส่สบายที่สุด ขอแนะนำว่าให้นำคู่ที่นิ่มที่สุดที่คุณมีมา พื้นหนาๆ หน่อยจะดีมาก ประเภทรองเท้าบัลเลต์พื้นบางๆ ขอบอกว่าจะทรมาณทีนอย่างแรง เดินที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทยซึ่งส่วนใหญ่คือเดินจากรถเข้าห้าง ที่นี่เดินเที่ยวทีหลายสิบบล็อกเมือง รองเท้าที่ดีๆ นิ่มๆ พื้นหนาๆ นุ่มๆ พร้อมร่มคันเบาๆ หรือเสื้อกันฝน กระเป๋าสะพายที่หอบเฉพาะของจำเป็น (มือถือที่ถ่ายรูปได้ แผนที่) เป็นอันพอ

นอกจากการจัดกระเป๋าแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนล่วงหน้าเวลามาเที่ยวสหรัฐคือการขอวีซ่า รายละเอียดของสถานทูตมีที่นี่

เคล็ดลับการเที่ยวให้สนุกอีกอย่างสำหรับพวกเราคือ ตั้งงบประมาณและใช้เงินสดตลอดทาง โดยเราค่อยๆ ทะยอยแลกเงินดอลล่าร์มาก่อนล่วงหน้านานทีเดียว โดยเฉพาะช่วงที่เงินดอลล่าร์อ่อนมากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำคือ นำจำนวนวันคูณกับค่าอาหารและที่พัก และช็อปปิง (ค่าอาหารต่อมื้อต่อคนประมาณ 20-30 เหรียญ หรือคร่าวๆ วันละ 100 เหรียญ) แล้วนำมาให้พอใช้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิตซึ่งมีไว้เผื่อยามฉุกเฉินเท่านั้นค่ะ

คราวหน้ามาเริ่มต้นชมเมืองซีแอตเทิลแบบเดินเท้ากันนะคะ ^^

1 Comment

Leave a Reply to Oh Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *